ระบายสีความรู้สึก
ก้าวต่อไป
อยากบอกให้รู้...ว่าคิดถึง
คิดถึงจัง
ขอบคุณนะ...หลานรัก
ไชโย
I will be vegetarian ^^
L O V E
16/16_end
16/16_3
ตอนที่ 16/16_2
ตอนที่ 16 /16_หลักของการปฏิบัติธรรม_1
15/16_4
15/16_3
15/16_2
ตอนที่ 15 /16_ศีลคืออะไร ใช้อย่างไร เพื่ออะไร_1
ตอนที่ 14 /16_ศีลคืออะไร
ตอนที่ 13/16_วิธีกำหนดสติ ขณะนั่งภาวนาดูลมหายใจ
ตอนที่ 12/16_สมาธิ
ตอนที่ 11/16_วิธีเจริญสติในชีวิตประจำวัน
ตอนที่ 10/16_สติปัฏฐาน ๔ คืออะไร
ตอนที่ 9/16_อย่าเข้าใจผิด
ตอนที่ 8/16_ทำไมวิธีปฏิบัติธรรมจึงมีมากมาย
ตอนที่ 7/16_ปฏิบัติธรรมไปเพื่ออะไร
ตอนที่ 6/16_จงเข้าใจให้ถูกต้อง
ตอนที่ 5/16_ต้องใช้เวลาในการปฏิบัติธรรมนานเท่าใดจึงจะเห็นได้เห็นผล
ตอนที่ 4/16 จุดเริ่มต้นของการปฏิบัติธรรมอยู่ที่ไหน
ธรรมะกับการปฎิบัติธรรม_ตอนที่ 3/16 (จงเข้าใจความเป็นจริง)



16/16_end


16/16 end

เหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ คือ

อาหาร(การกิน) พยายามอย่าหลงติดตัวอร่อยและผลักต้านความไม่อร่อย

เครื่องนุ่งห่มต้องระวังจิตที่หลงติดความงามและต้านความไม่งาม ชอบ-ไม่ชอบ สวย-ไม่สวย อย่าหลงแฟชั่น อย่าหลงค่านิยมทางโลกที่ฟุ่มเฟือยไม่รู้สิ้น

ยารักษาโรคใช้เพื่อทุเลาความเจ็บปวดในร่างกาย ยามเจ็บไข้ได้ป่วย ก็กินเพื่อคลายทุกข์ให้ไม่เท่านั้น ไม่ผิดอะไร

ที่อยู่อาศัยใช้เพื่อหลบแดดหลบฝนชั่วขณะที่มีชีวิตอยู่เท่านั้น ไม่มีอะไรจะเป็นของเราได้จริง อย่าหลงติดหลงยึดมั่น พอตายก็ทิ้งหมดทุกคน

 

ดังนั้นจงรู้เท่าทันในปัจจัย ๔ เหล่านี้ด้วย ว่าใช้เพื่ออะไร ในความจริงแท้มันมีคุณและโทษอย่างไร จงใช้มัน อย่าให้มันเป็นผู้ใช้เราดั่งทาสเพราะความหลงในมัน ถ้าเราใช้มันก็จะเกิดแต่คุณประโยชน์จริงๆ หากว่าให้มันมาใช้เราแล้วหล่ะก็ เราจะต้องทุกข์แล้วทุกข์อีกไม่รู้สิ้น นี่คือหลักของ สัมมาอาชีโว หรือ การเลี้ยงชีวิตที่ชอบในมรรค๘

 

เมื่อรู้ถึงความจริงแท้ของโลกแล้ว ว่าอะไรเป็นคุณอะไรเป็นโทษของการกระทำในการดำรงชีวิตรอดชั่วขณะที่ยังมีลมหายใจอยู่เท่านั้น เราจะต้องมีความระมัดระวังให้มากขึ้นต่อการกระทำของเรา เพื่อไม่ให้ก่อทุกข์โทษเวรภัยแก่ตนเองและผู้อื่น ต้องเพียรพยายามสอนตัวเองให้มากๆ ย้ำแล้วย้ำอีก พยายามแล้วพยายามอีก แม้จะต้องฝืนใจออกจากการหลงติดสุขของมันเพราะความเคยชินก็ตาม จะยากลำบากแค่ไหนก็ตาม ก็ต้องเพียรพยายามทำให้ได้ “ความเพียรอยู่ที่ไหน ความสำเร็จก็อยู่ที่นั่น” ต้องชนะใจตนเองให้ได้ การชนะผู้อื่นสักร้อยครั้งพันครั้งก็ไม่เท่าชนะใจตนเองได้หนึ่งครั้ง เพราะเป็นเรื่องยากจริงๆ หากไม่ตั้งใจจริงๆ แล้ว ก็จะไม่สามารถประสบความสำเร็จได้เลย

ดังนั้น จึงต้องมีความเพียรให้มากๆ เพียรละในสิ่งที่ไม่ดี แล้วเพียรระวังไม่ให้กุศลจิตเกิดขึ้นได้ในจิต เพียรทำแต่คุณงามความดี คือจิตใจที่ดีนั้น ไม่ให้เสื่อมถอยไป อย่าให้ความคิดที่ว่า ทำดีแล้วไม่ได้ดี มาเป็นอุปสรรคทำให้ใจตนเสีย คือเสียใจและท้อถอยในการทำความดีในครั้งต่อไป ถึงเสียนอกอย่าให้เสียใน หากความดีนั้นถูกมองไปแง่ไม่ดีก็อย่ายึดถือ ให้รู้ว่าดีที่บริสุทธิ์คือการให้แล้วปล่อยวาง ไม่ยึดแม้แต่ความดีของตน ว่าจะต้องมีผู้นำมารับรอง มารับรู้ มารู้เห็น

ดีแท้ๆ นั้น อยู่ภายในที่เรารู้ของเราเอง ใครจะมารู้ใจเราเท่าตัวเรานั้นไม่มี จริงไหม จงมั่นใจในตนเถิด ให้เชื่อมั่นว่าทำดีผลย่อมดี คือใจเราดีมีเมตานั่นเอง ขณะใดที่ทำด้วยใจอันบริสุทธิ์ขณะนั้นเราก็จะมีความอิ่มอกอิ่มใจเป็นผลในปัจจุบันทันที (ให้ผลทันตาเห็น) นี่แหละคือบุญแท้ นี่แหละคือความดีแท้ ซึ่งจะเกิด ณ ที่ใจจริงๆ เป็นจุดแรก และผู้ที่จะรู้ผลบุญนี้ได้ก็คือตนเอง

ดังนั้น ความเพียรจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งอันหนึ่งที่จะต้องมีอยู่เสมอ ซึ่งเราเรียกตามมรรค ๘ ว่า “สัมมาวายาโม” คือ ความเพียรชอบ นั่นเอง

การที่จะให้ความเพียรตั้งอยู่ได้นานต้องอาศัยความตั้งใจในการกระทำ คือมีการระลึกรู้อยู่เสมอ คอยระมัดระวังตนอยู่เสมอ ทุกการกระทำพูดคิด ว่าการทำอย่างนี้แล้ว “ผล” ที่ออกมานั้นเป็นอย่างไร เป็นคุณหรือโทษต่อตนเองและผู้อื่น ต้องคอยเฝ้าสังเกตอยู่เสมอ พิจารณาหาเหตุและผลของมันว่าเกิดจากอะไรคิดก่อนทำหากเป็นทุกข์โทษ เมื่อรู้แล้วควรแก้ไขและระมัดระวังไม่ให้เกิดขึ้นได้อีก และให้สังเกตว่าทุกข์มีกี่อย่าง มีหน้าตาอย่างไร เกิดที่ไหน เป็นอย่างไร ในความจริงแท้ และจะพ้นจากทุกข์นั้นได้อย่างไร ให้เฝ้าสังเกตดูอยู่เสมอ ภายในกายภายในใจตน อันนี้เรียกว่า “การมีสติ” หรือ “สัมมาสติ” ความระลึกชอบก็ได้ จุดนี้ต้องใช้การพิจารณาควบคู่กันไปเพื่อให้เกิดปัญญา

ทบทวน: การเฝ้าดูปัจจุบันของการกระทำทั้งทางกายและใจ ว่ามันเป็นอย่างไร คือ รู้เฉพาะสิ่งที่กำลังจะเกิด รู้ขณะที่กำลังจะทำอะไร (รู้ก่อนทำ) เช่น รู้ว่าเรากำลังจะอ่านหนังสือ และรู้การกระทำของตนในขณะที่กำลังทำอยู่ด้วย ว่าทำอย่างไร รู้ว่ากำลังจับหนังสือ กำลังเปิดหนังสือ กำลังอ่านเรื่องอะไร ก็ “รู้” และทำความเข้าใจไปด้วย จนกระทั่งอ่านเสร็จ ก็รู้ว่าจบแล้ว คือรู้ก่อนทำ ขณะทำ จนกระทั่งทำสำเร็จ

รู้ในแต่ละขณะๆ ที่เปลี่ยนแปลงได้ทันปัจจุบันจริงๆ อันนี้คือตัวสัมมาสติ หรือตัวสติชอบ

 

จิตที่จดจ่ออยู่กับการกระทำ ทุกขณะของกายและใจ เฝ้าระวังรักษาประคองรู้อยู่เสมอในขณะปัจจุบันได้ตลอดสาย จิตจะเกิดอารมณ์ตั้งมั่นขึ้นมาเองโดยวิธีแห่งธรรมชาติจนกลายเป็นจิตหนึ่ง หรือเป็นสมาธิโดยไม่รู้ตัว มีอารมณ์เดียวตั้งมั่นอยู่กับปัจจุบันๆ ไม่มีเรื่องของอดีต อนาคตที่จะมาทำให้จิตเสียการทรงตัว เพราะจิตที่ยึดอดีตก็เป็นทุกข์ จิตจะเกิดความอาลัยอาวรณ์ พิรี้พิไรรำพัน จนเกิดความไม่สบายกาย ไม่สบายใจขึ้นมาอีก ยิ่งคิดยิ่งทุกข์ ทั้งๆ ที่เรื่องนั้นได้ผ่านไปนานแล้ว มันหมดไปแล้ว แต่ใจของเราไม่ยอมหมด เพราะยังทำใจไม่ได้ ยังตัดใจไม่ได้ ใจยังยึดอยู่ ชอบเก็บมาคิดอีก ทั้งๆ ที่ไม่มีใครมาทำให้อีกเลย คิดทีเจ็บปวดที คิดเองเจ็บปวดเอง แล้วจะโทษใคร ขณะที่ไม่ได้คิดก็ไม่เห็นว่ามันจะเจ็บปวดอะไรเลย จริงไหม

พอคิดทีก็ฟุ้งที น่าจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เติมเชื้อทุกข์ให้กับตัวเองอีก เรื่องมันผ่านไปแล้ว เราจะให้มันหวนกลับมากอีกเพื่อแก้ไข ย่อมเป็นไปไม่ได้ และที่จะแก้ไขได้ก็คือปัจจุบันเท่านั้น เช่นอะไรที่ไม่ดี เมื่อรู้แล้วจงแก้ไข หรือหยุดทำเสีย ไม่ทำอีกในครั้งต่อไป อะไรที่ดีที่ถูกก็พยายามทำให้ยิ่งๆ ขึ้น ให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ คือ ละชั่ว ประพฤติดี แล้วพยายามทำจิตใจให้ผ่องใสอย่าให้เป็นทุกข์เศร้าหมอง เท่านั้นเอง จุดหมายของการปฏิบัติธรรมที่พระพุทธองค์ทรงสั่งสอน เป็นอย่างนี้ในที่สุด เพื่อความไม่ทุกข์ใจ ไม่มีใจเศร้าหมอง เท่านั้นเอง ไม่มีอะไร ไม่เพื่ออะไรทั้งสิ้น จึงจะใช่จุดหมายที่แท้จริง

อนาคตเป็นสิ่งที่ยังมาไม่ถึง เตรียมคิดโครงการที่จะทำนั้นได้ แต่อย่ายึดมั่นว่าจะต้องเป็นดังที่จิตตนคิดเสมอไป จะต้องสมหวังไปหมด ย่อมเป็นไปไม่ได้ เตรียมใจไว้สำหรับความไม่สมหวังบ้าง เพื่อความไม่ประมาท เป็นดีที่สุด เพราะอนาคตเป็นสิ่งไม่เที่ยง ไม่มีใครจะรู้ได้แน่นอน มันอยู่ในกฎพระไตรลักษณ์เสมอ จิตจะเกิดความวิตกกังวลตั้งแต่แรกคิดแล้ว คือการตัดสินใจไม่ได้ว่า “จะเอาดีหรือไม่เอาดี” จิตตีกันเองด้วยความคิดจนเป็นทุกข์ และเมื่อมันเปลี่ยนแปลงไปจริงๆ ยิ่งทุกข์หนัก เห็นหรือยังว่าทุกข์เกิดจากอะไร

เกิดจากความหมายมั่นยึดถือที่จะให้มันเที่ยงสมหวังนั้นเอง พิจารณาดูให้ดีสิว่าจริงไหม ดังนั้น จิตที่ยึดอดีตก็เป็นทุกข์ จิตที่ยึดอนาคตก็เป็นทุกข์ มีแต่จิตที่ดำรงรู้เท่าทันอยู่กับปัจจุบันที่เกิดแล้วไม่ยึดเท่านั้น ที่จะไม่ทุกข์เพราะปัจจุบันจริงๆ มีแต่ตัวรู้เท่านั้น รู้แล้วผ่านไป รู้แล้วหมดไป มันจึงไม่ทุกข์ จิตจะรวมกันเป็นหนึ่งสงบเย็น ไม่วิ่งออกไปปรุงเป็นโน่นเป็นนี่ มันจะรวมรู้อยู่เฉพาะภายในกายภายในใจนี้ ไม่ส่ายแส่ไม่หวั่นไหว จนเสียการทรงตัวของจิต

เหมือนน้ำที่ไม่กระเพื่อม “หยุดนิ่ง” พอนานๆ ไปอาศัยกาลเวลามันก็จะค่อยๆ ใสได้ เพราะตะกอนนั้นมันจะรวมตัวกัน แล้วแยกลงไปนอนอยู่ข้างล่างเองตามธรรมชาติของมัน ไม่ต้องอาศัยใครมาทำให้ มันเป็นของมันเองทั้งหมด ในที่สุดจึงเหลือแต่น้ำที่ใสจนมองเห็นทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ในนั้นได้

จิตก็เหมือนกัน ขณะใดที่จิตสงบนิ่งใสสะอาดจริงๆ มันก็จะเห็นจิตตัวเองทั้งหมดว่าเป็นอย่างไร และเมื่อจิตเห็นตัวจิตและอารมณ์ของจิตได้จริงๆ แล้ว มันก็สามารถที่จะเห็นจิตและอารมณ์ของผู้ที่มีสัมผัสกับมันในขณะนั้นได้ด้วยเช่นกัน ดังเช่นธรรมชาติของน้ำนั่นแหละ หากมันนิ่งและใสจริงแล้ว มันจะเกิดความมหัศจรรย์แห่งธรรมชาติขึ้นมาอีก คือน้ำนั้นจะเป็นเหมือนกระจกเงา ที่สามารถสะท้อนให้เห็นหน้าตาของทุกสิ่งทุกอย่างที่มาชะโงกดูมันได้ด้วย คือ สิ่งที่มาสัมผัสกับมัน ว่ามีรูปร่างหน้าตาอย่างไร แปลกมากจริงๆ

ความใสจะทำให้มันเห็นตัวมันเอง คือสิ่งที่อยู่ใต้น้ำ และสามารถเห็นสิ่งต่างๆ ที่มาสัมผัสกับมันได้ด้วยในขณะเดียวกันทันที ดังเช่นเงาต่างๆ ที่ปรากฏอยู่บนผิวน้ำนั่นเอง ซึ่งเงานั้นก็มิได้ติดอยู่ในน้ำ มันเป็นเพียงเงาสะท้อนให้เห็นหน้าตาของสิ่งที่มาสัมผัสกับมันเท่านั้นเอง เหมือน “รู้” ที่ไม่มีติดของจิต ฉันใดก็ฉันนั้น นี่คือ “ปัญญาวิปัสสนา” ที่รู้แจ้งทั้งนอกและในพร้อมกันในขณะเดียวกัน แต่ไม่ติดข้องกันเลย จะเป็นเช่นนั้นจริงๆ

การปฏิบัติธรรมก็เหมือนกัน การพยายามระมัดระวังใจให้อยู่กับปัจจุบันให้ได้ตลอดสาย อย่าส่งออกไปในเรื่องอดีตหรืออนาคตจนเสียการทรงตัว จนเกิดอาการหวั่นไหว เพราะความหมายมั่นยึดถือที่เกิดจากความคิดปรุงแต่ง ที่เราเรียกว่า “อุปาทาน” หรือ “จิตสังขาร” ก็ได้ พยายามรักษาใจให้อยู่กับปัจจุบันให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ นานๆ ไปจิตก็จะสงบเอง จนเกิดความตั้งมันกลายเป็น “สมาธิ” ขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว ตามธรรมชาติที่นิ่งของจิตเหมือนน้ำนั่นแหละ ที่เรามักจะเรียกกันว่าสมาธิ ในความหมายของมันเป็นเช่นนี้ น้ำนิ่งก็เป็นสมาธิของน้ำ จิตนิ่งก็เป็นสมาธิของจิต เหมือนกันนั่นแหละ

การรักษาความนิ่งให้นานๆ มากๆ เข้า อาศัยกาลเวลาด้วย พอนานๆ เข้า ตะกอนต่างๆจะแยกตัวออกไปเอง คือตกตะกอนนอนก้น จิตก็เหมือนกัน พอจิตสงบ มีสติตามดูในจิตตลอดสาย มันจะมองเห็นอารมณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในจิตว่าเป็นอย่างไร เห็นหน้าตาที่แท้จริงของมันว่าเกิดจากอะไร ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น เพราะอะไร

เมื่อรู้สาเหตุของมัน “ใจตน” นั่นแหละ คือต้นเหตุแห่งทุกข์ แล้ว ธรรมชาติของจิตนั้นฉลาด มันจะพยายามหาทางออกจากทุกข์ให้ได้ ด้วยการคิดค้นพิจารณาแยกแยะเหตุผล จนในที่สุดมันก็จะเกิดปัญญาที่ฉลาดขึ้นเอง ตามสัญชาตญาณของธาตุรู้ คือจิตใจแห่งการเป็นสัญชาตญาณแห่งการรู้จักเอาตัวรอดของสัตว์โลกทุกชีวิตที่มีอยู่ตามธรรมชาติของมันเอง มันมีอยู่ในนั้นพร้อม อันเป็นธรรมชาติของมันเองอยู่แล้วอย่างสมบูรณ์ พระพุทธองค์จึงตรัสว่า “ทางนั้นมีอยู่ตลอดเวลา อยู่ที่ผู้เดิน จะดินหรือไม่”นั่นเอง

ขอเพียงแต่ทำให้ถึงจุดของมันจริงๆ เท่านั้น แล้วทุกอย่างก็จะเป็นเองโดยธรรมชาติที่อัตโนมัติ จริงๆ มันมีอยู่พร้อมแล้ว จงเฝ้าสังเกตดูให้ดีๆ จงเห็นมันจริงๆ จงรู้เท่าทันมันเท่านั้นเอง รู้ในจิตตนนั่นแหละ เพราะมันมีอยู่ในนั้นพร้อม มันเป็นธรรมแท้ๆ ทั้งหมด

ธรรมแท้ๆ ต้องเห็นจากจิตภายในเท่านั้น มิใช่เกิดจากความเข้าใจในการอ่าน หรือการฟังจากข้างนอกเข้ามา ของแท้ต้องรู้จากข้างในแล้วมาตรงกับข้างนอก เป็นอันเดียวกันไม่ขัดแย้งกันเลย เป็นหนึ่งเดียวหมดทั้งนอกและใน สงบเงียบจริงๆ จึงจะใช่ ซึ่งอยากจะเรียกอาหารเช่นนั้นว่าจิตเงียบ ก็คงไม่ผิด เพราะมันเป็นเช่นนั้นจริงๆ ในความรู้สึกนั้น

พอมันเห็นตนเองได้มันจึงเกิดความอัศจรรย์ขึ้นในจิต ที่จะสามารถเห็นจิตผู้อื่นที่มาสัมผัสสัมพันธ์กับมันได้ด้วยในขณะเดียวกันทันที ดังเช่นน้ำที่นิ่งและใสแล้ว มันจะเห็นทุกสิ่งทุกอย่างในน้ำนั้น และในขณะเดียวกันมันก็สามารถสะท้อนให้เห็นเงาของสิ่งต่างๆที่มาสัมผัสกับมันได้ว่าเป็นอย่างไร ปรากฏอยู่ในน้ำนั่นเอง มันจึงกลายเป็น “รู้” ที่อัศจรรย์ ที่สามารถเห็นทั้งนอกและในพร้อมกันในขณะเดียวกัน โดยไม่ยึดติด

มันเป็นความสงบจากภายใน ที่รู้เท่าทันทุกผัสสะทั้งดีและร้าย รับรู้หมดแต่ไม่ทุกข์ ไม่มีเวทนาในจิตแม้แต่นิดเดียว กลวงว่างสงบนิ่งช่วงนิรันดร ทั้งขณะลืมตาในทุกอิริยาบถและขณะหลับตาก็เช่นกัน เพราะมีปัญญารู้เห็นในความสงบนั้นด้วย มันเป็นความสงบที่รู้ตื่นและเบิกบานในจิต ซึ่งกิเลสจะไม่สามารถเข้าครอบมันได้อีกเลย กิเลสหมดสิทธ์ที่จะมาลิขิตชีวิตมันได้ หรือที่เขาเรียกกันว่า ผู้ตื่นแล้ว ผู้ไม่หลับแล้ว หมายถึงจิตนี่เอง มิใช่กาย หมายถึงจิตที่ตื่นจากความหลงแล้ว ธรรมแท้จึงเป็นเรื่องของจิตเท่านั้น นี่คือ “สัมมาสมาธิ” ในมรรคมีองค์ ๘ ความตั้งใจมั่นชอบ ความตั้งใจมั่นของใจที่ถูกที่ตรง ที่ชอบด้วยธรรมจริงๆ คือ “รู้” ที่ไม่ทุกข์เลยในจิต

สรุป เมื่อปฏิบัติไปแล้วหากย้อนออกมาทบทวนดูทางผ่านของตน จะเห็นว่ามันจะมาตรงกับอริยมรรคมีองค์๘ มันจะเป็นไปเองทั้งหมดตามวิถีทางของมันอย่างอัศจรรย์ แม้จะไม่เคยเรียนรู้พระธรรมมาก่อนก็ตาม แต่ธรรมภายในจะสอนจะพาไปเองโดยไม่รู้ตัว คือ จิตสอนจิต ดังที่ได้สื่อ “ความรู้สึก” ออกมานี้ คือ

๑.     สัมมาทิฐิ ความเห็นชอบ

๒.   สัมมาสังกัปโป ความดำริชอบ

๓.    สัมมาวาจา การพูดที่เป็นไปเพื่อออกจากทุกข์

๔.    สัมมากัมมันโต การกระทำที่บริสุทธิ์ ทั้งกาย วาจา ใจ

๕.    สัมมาอาชีโว การดำรงชีวิตที่สุจริต ไม่เบียดเบียนใครให้ทุกข์

๖.     สัมมาวายาโม ความเพียรที่ถูกต้องด้วยธรรม

๗.    สัมมาสติ สติที่เป็นธรรม คือ ความรู้ตื่นและเบิกบานในจิต

๘.    สัมมาสมาธิ จิตตั้งมั่นด้วยธรรมตลอดสาย

 

หากทำจนครบองค์ ๘ คือเต็มรอบจริงๆ แล้ว ตัวปัญญาแท้จะเกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ อันจะเรียกชื่อว่า “วิปัสสนา” การเห็นแจ้ง หรือจะเรียกว่า “โลกะวิทู” คือ รู้โลกอย่างแจ่มแจ้ง ก็ได้

มันจะรู้หมด ว่าอะไรจริงอะไรไม่จริง และมันก็ไม่ยึดทั้งจริงและไม่จริงของอารมณ์โลกด้วย มันอยู่เหนืออารมณ์ทั้งของตนเองและผู้อื่น อยู่กับโลกก็ไม่หลงโลก “เหนือโลกเหนือธรรม” รู้อารมณ์แต่ไม่ยึดอารมณ์ จิตนั้นจึงอิสระสบายจริงๆ และไม่ตกเป็นทาสของอะไรอีกต่อไป


อ่านมาก รู้มาก ปฏิบัติน้อย ไม่ค่อยสบาย

(ติด “เรารู้” เสียก่อนแล้ว)

อ่านน้อย รู้น้อย ปฏิบัติจริง อิสระยิ่ง สบายใจ

(รู้เหมือนไม่รู้อะไรเลย)

 

ที่มา: หนังสือธรรมมะกับการปฏิบัติธรรม (ไม่ได้ระบุชื่อผู้แต่ง)

16/16 end

     Share

<< 16/16_3L O V E >>

Posted on Wed 23 Feb 2011 1:16


 

 

Name :
Email :
URL :
Comment :
กรอกข้อมูลก่อนส่ง CAPTCHA Image
Refresh