Untitled Document
 
 


• @^^ เรื่องเล่าจากก้นครัวตอนที่ 5..........คนอะไรจะสตอเบอรี่ขนาดนั้นต่อ @^^ •

 

 

 

 

วันพุธที่ 4 พฤศจิกายน 2552

 

 

วันนี้ร้องเอามากๆอุณหภูม 26 องศาเชียวล่ะ

ตอนที่เรานั่งเขียนไดอากาศเย็นลงมาหน่อย

21 องศา เวลาเดียวกันที่กรุงเทพ 23 องศา

แสดงว่าปีนี้กรุงเทพหนาวนะนั่น

 

คิดว่าหลายคนคงคิดถึงมิกกันแล้ว

ปล่อยให้รอมาหลายวัน

(สงสัยอยู่จะมีใครมาอ่านมั่งไหมเนี่ย 555)

 

มีข่าวแว่วๆม่เข้าหูอีกว่าตอนที่มิกทำงานอยู่ที่เกาะเหนือนั้น

เป็นช่วงที่เขามาถ่ายทำหนังเรื่อง

The Last Samurai ทอม ครูซ มาพักที่รีสอร์ต

ที่มิกทำงานอยู่ และมิกได้เป็นคนทำอาหารเช้า

ให้ทอม ครูซ ทานด้วย พอเราเล่าให้กาเร็ธฟังกาเร็ธ

บอกว่ามิกคงปอกมันฝรั่งให้ทอม ครูซ กระมัง 555

 

เรื่องทอม ครูซนี่ไม่เท่าไหร่นะ เพราะว่าอาจจะเป็นจริงก็ได้

แต่ต่อมานะสิ มิกไปบอกน้องคิทเช่นแฮนด์คนนึงว่า

มิกเคยทำอาหารให้พระราชินีของอังกฤษเสวยด้วย

โอ๊ยไปกันใหญ่แล้ว เล่นกันไปจนถึงพระราชินีอังกฤษแล้ว

(มิกดูท่าทางจะชอบโม้เกี่ยวกับอังกฤษเนอะ)

 

เรากับเจ้าของร้านพอได้ฟังก็หัวเราะกันฟันแทบหัก

พอเราเล่าให้กาเร็ธฟังกาเร็ธบอกว่าพระราชินีของอังกฤษเด็จ

มาที่นิวซีแลนด์ เมื่อ 30 ปีที่แล้วและครั้งนั้น

เป็นครั้งเดียวที่พระองค์ทรงเสด็จมานั่นก็แสดงว่า

มิกทำอาหารให้ท่านเสวยตั้งแต่มิกยังไม่เกิด 555

 

พอน้องกลับไปถามมิก มิกตอบว่าตอนนั้นที่ตัวได้ทำอาหาร

ให้พระราชินีเพราะว่าท่านทรงเสด็จมาอย่างลับๆ

โอ๊ยว่ากันเข้าไปนั่นเลยนะพ่อคุณ

 

ที่จริงมีคนอย่างมิกทำงานด้วยกันเนี่ยมันก็สนุกดี

เพราะว่าพอพวกเราเริ่มเบื่อๆ มิกก็จะมีเรื่องโกหกใหม่ๆมาเล่า

ให้พวกเราฟังทำให้พวกเราได้มีอะไรคุยและหัวเราะกัน

 

แต่ที่มันทนไม่ได้ก็คือหลังจากที่มิกได้เป็นหัวหน้าเชฟแล้ว

มิกบ้าอำนาจเอามากๆ ด่าคนนั้นคนนี้เขาไปทั่ว

แต่กับเรามิกดีนะ ไม่ด่า เอาแต่ชม

แต่...........เหตุการณ์มันไม่ได้เป็นอย่างนั้นไปตลอด

 

เราทำงานกับมิกแทบทุกคืน ตอนที่เรายังเป็นคิทเช่นแฮนด์

จนวันนึงเชฟอีกคนลาออกไป เจ้าของร้านได้เชฟมาใหม่

ชื่อเอียน เอียนนี่ดูแปลกๆไม่น้อย มาสมัคร

ที่นี่ 3 ครั้งแล้วแต่ไม่ผ่านสักครั้ง

จนที่สุดเจ้าขิองร้านสงสารเลยรับเข้ามาทพำงาน

 

ตอนนั้นเรายังเป็นคิทเช่นแฮนด์อยู่แต่เราเริ่มทำอาหารเช้าทุกวัน

และเริ่มทำงานเป็ฯเชฟทั้งวันในวันพุธ เรียกได้ว่า

ตอนนั้นเริ่มรู้งานพอสมควรแล้ว

 

พอเอียนเข้ามาทำงานเราก็ต้องทำงานกับเอียน

แต่ปรากฏว่าเอียนทำอะไรไม่เป็นเลย แม้แต่สเต็กก้อทำไม่เป็น

เรายังจำได้เลยครั้งแรกที่เอียนมาสมัครงาน

ตอนนั้นแซลลี่ให้เอียนต้มพาสต้า เอียนต้มพาสต้าและทั้งหม้อเลย

 

ในเมื่อเอียนทำอะไรไม่เป็นเลยสักอย่างทีนี้ไม่มีทางเลือก

เราเลยต้องเป็นเชฟไปโดยปริยายจากที่เราเคยเป็น

คิทเช่นแฮนด์ให้เอียนกลับกลายเป็นเราเป็นเชฟแล้วเอียนเป็นคิทเช่นแฮนด์

ให้เราแทน ขนาดเป็นคิทเช่นแฮนด์เอียนยังทำไม่ค่อยจะดี

ทำโน่นทำนี่ผิดอยู่ตลอดเวลา จนต้องโดนไล่ออกไป

 

เอียนเป็นคนเรียกตั้งแต่เราทำงานที่นี่มา

ที่โดนไล่ออก จำได้ว่าเอียนชอบทำอาหารไหม้มากๆ

คืนนึงทำแกงเขียวหวาน (ร้านฝรั่งก็มีอาหารไทยขายด้วยนะ)

ไหม้แล้วยังเสิร์ฟไปให้ลูกค้าอีก เจ้าของร้านโมโหมาก

ไล่ออกไปในคืนนั้นเลย

 

การทำอาหารมันก็มีผิดพลาดกันได้เหมือนอาชีพอื่นๆ

แต่เราก็ต้องมีวิจารณญาณด้วยว่าถ้าเราทำอาหารไหม้

แบบนั้นก็ควรที่จะทำใหม่ไม่ควรที่จะเสิร์ฟออกไป

 

ตั้งแต่นั้นมาเราก็ได้เป็นเชฟอย่างเต็มตัว

เมื่อก่อนนั้นกลางวันเวลามทำงานจะมีเชฟ

มาทำตอนเช้าคนนึงและมีคิทเช่นแฮนด์อีกคนนึง

แถมพอเที่ยงก็มีเชฟมาอีกคน สรุปทำกัน 3 คน

 

ตอนที่เราเป็ฯเชฟเราทำคนเดียวทั้งวันทั้งทำอาหาร ทั้งทำ Prep

แถมยังล้างจานเองด้วย (คนอื่นเขาไม่ล้างจานแต่เราล้างจานด้วย)

เจ้าของร้านทึ่งมากที่เราคนเดียวสามารถทำทุกอย่างเสร็จ

วันๆมี Prep ต้องทำเยอะแยะ แถมเรายังมีเวลาล้างจาน

และเก็บกวาดทำความสะอาดร้านก่อนที่เชฟอีกคน

จะมาเริ่มงานต่อจากเราคือในเวลา 6-7 ชั่งโมงเราทำทุกอย่าง

เสร็จหมดโดยที่เมื่อก่อนต้องใช้คนถึง 3 คน

 

เราเลยเป็นที่รักของเจ้าของร้านมาก

นี่เป็นสาเหตุที่ทำให้มิกไม่ชอบเรา มิกเป็นหัวหน้าเชฟก็จริง

แต่ทุกครั้งที่มีคนใหม่มาทำงานไม่ว่าจะเป็น

เชฟหรือคิทเช่นแฮนด์มิกก้จะตั้งแง่

ไม่ชอบคนใหม่ไปเสียหมด

 

มิกไม่เคยสอนงานคนใหม่แต่ถ้าเขาทำอะไรผิด

มิกก็จะด่า ตอนนั้นทุกคนเกลียดมิกกันมากๆ

เราสอนทุกคนที่มาเริ่มงานใหม่ และอดทนจนเขาทำงานเป็น

มิกเป็นหัวหน้าเชฟมีหน้าที่ทำตารางการทำงานก็สบายเลย

เวลามีคนใหม่มาทำงานมิกก้อให้มาทำงานกับเรา

 

แต่มันก็เป็นผลดีกับเราเพราะทุกอย่างที่เราทำมันก็ไป

เข้าตาเจ้าของร้าน  และทำให้มิกดูแย่เข้าไปอีกทั้งๆ

ที่เราก็ไม่เคยไปบ่นอะไรกับเขา

 

ทั้งกาเร็ธทั้งเจ้าของร้านพูดเหมือนกันเลยว่าเรา

น่ะเป็นคนยอมคนจนเกินไปเลยต้องโดนคนอื่นเอาเปรียบ

แต่เราไม่ได้มองอย่างนั้นแต่มองไปว่ามันเป็นทางอีกทางหนึ่ง

ที่เราจะได้เรียนรู้

 

งานไหนที่มิกไม่ชอบทำมิกก็จะโยนมาให้เราทำ

เช่นการทำขนมปังกระเทียม 120 อันอะไรอย่างนี้

มิกจะฉลาดจะสั่งขนมปังมาในวันที่เราทำงาน

เป็นอย่างนี้เรื่อยมา เราไม่เคยบ่นจนเจ้าของร้านมาเปรยๆ

กับเราเอง ว่ามิกนี่ฉลาดนะวั่งขนมปังมาให้เธอทำขนมปังกรัเทียมทุกทีเลย

 

เราทนทำงานหนักอย่างนั้นมา 2 ปีเต็มๆ

ตอนกลางคืนก็ทำในคืนที่ยุ่งที่สุด

โดยที่เราเป็นเชฟคนเดียวทำกับคิทเช่นแฮนด์อีกคนนึง

หรือคืนที่ยุ่งมากๆอาจจะมีคิทเช่นแฮนด์อีกคนมาช่วย

เกือบทุกคืนที่เราทำทุกอย่างจะผ่านไปด้วยดี

ทุกคนก็ชอบทำงานกับเรา

 

แต่มิกซึ่งเป็นหัวหน้าเชฟกลับทำงานไม่ค่อยจะราบรื่น

บางทีลูกค้าต้องรอนานมาก ตอนนั้นเลยเกิดการเปรียบเทียบขึ้นมา

ระหว่างเรากับมิก เราก็เข้าใจหัวอกมิก

เหมือนกันเพราะตัวเองเป็นหัวหน้าเชฟ

ย่อมที่จะอยากที่จะได้รับการชื่นชมจากทุกคน

 

ตอนหลังมิกเริ่มแกล้งเรา บางทีก็มาเขียนด่าเราไว้

ที่บอร์ดบ้างว่าทำงานไม่เรียบร้อย

เตรียมของไม่ครบบ้างล่ะ เราเสียใจมากตอนนั้น

เพราะเราทำงานหนักมากที่สุดในบรรดาเชฟทั้ง 3 คน

แล้วเราก็มาโดนด่าอีกทั้งๆที่ทำทุกอย่างคนเดียวเลย

 

ครั้งนั้นมิกโดนเจ้าของร้านและคนอื่นๆด่าที่มาเขียนด่าเรา

เพราะทุกคนที่ร้านรู้ดัีว่าเราทำงานหนักขนาดไหน

ต่อมามิกเริ่มงอแง เหมือนเด็กงมมือ

เจ็บมือนิดนึงก็ไม่มาทำงานแล้ว ช่วงนึงจำได้ว่ามิกเจ็บมือ

หรืออะไรเนี่ยแหละเชฟอีกคนเป็นอาหารเป็นพิษหรืออะไรสักอย่าง

นี่แหละแต่เป็นแบบรุนแรงมาก ที่นี่ถ้าเชฟเป็นโรคพวกนี้จะต้องหยุดงาน

เพราะอาจติดลูกค้าได้

 

ช่วงนั้นทั้ง 2 คนหยุดงานพร้อมกัน 2 อาทิตย์เราต้องทำงาน

คนเดียวทั้ง 2 อาทิตย์ เราก็ทำได้ดีไม่มีปัญหาอะไรเลย

และก็ไม่เคยบ่นด้วย แต่ถ้าเกิดใครป่วยแล้วมิกต้องทำแทน

เนี่ยมิกจะถืิอเป็นบุญคุณที่ต้องทดแทนกันเลยล่ะ

 

ทำงานมากขึ้นได้เงินมากขึ้นก็จริงแต่การทำงานหนัก

ขนาดนั่นมันเสียทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิตจริงๆ

 

สองปีที่ทำอยู่นั้นเราเรียนรู้ได้เยอะมาก

(ก้ต้องวเป็นขี้ข้าทำมันเสียทุกอย่างนี่นา)

จนใครๆก็พากันพูดว่าเราเป็นคนที่เก่งกว่าหัวหน้าเชฟเสียอีก

เราก็ฟังๆไปแต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก

 

แต่คงมีคนไปพูดเข้าหูมิก มิกเลยเกลียดเรามาก

ใครทำอะไรผิดก้โยนมาให้เรา วันนึงที่เราจำได้ดีมาก

ก็คือวันนั้นเราทำงานตอนเช้า วันนั้นเราตุ๋นขาแกะไว้ แล้วถึงเวลาเลิกงาน

เราต้องกลับบ้าน เราบอกมิกไว้อย่างดีว่าขาแกะยังไม่เสร็จนะให้มิกดูแลต่อด้วย

มิกก็รับคำอย่างดี เราก็กลับบ้าน เช้ารุ่งขึ้นเราไปทำงาน

 

เห็นขาแกะและแทะไปทั้งหม้อ เราก้ไม่ได้คิดอะไร

เพราะคิดว่ามิกคงลืมมันเลยและขนาดนั้น

ปรากฏว่าใครๆก็มาถามเราเรื่องขาแกะ ว่าทำไม้เราต้มจนและขนาดนั้น

ดราก็งง ชั้นกลับบ้านตอนบ่ายสอง ขาแกะยังไม่สุกเลยมันจะและได้อย่างไร

 

เจ้าของร้านเลยไปถามมิกว่าทำไมถึงโยนความผิดมาให้เรา

ทั้งๆที่เรากลับบ้านไปแล้ว มิกตอนนั้นก็จ๋อยๆ

แล้งบอกว่าหลังจากที่เรากลับบ้าน

ไปแล้วมิกยุ่งมากเพราะลูกค้ามากันเต็มเลยลืม

ขาแกะ (แล้วมันเกี่ยวอะไรกะเราเนี่ย)

 

เหตุการณือย่างนี้เกิดขึ้นบ่อยๆ จนตอนหลังเราเริ่มเบื่อมาก

คิดอยากเปลี่ยนงานหลายครั้งแต่ตอนนั้นก็ยังกลัวๆ

ว่าเราจะไปทำงานที่อื่นได้้หรือเปล่า จะไปสัมภาษณืงานที่อื่นได้มั้ย

ด้วยความที่กลัวไปต่างๆนานาเลยต้องทนทำงานที่นี่ต่อไป

 

แต่ทุกวันที่ไปทำงานก็ไม่มีความสุขเลย งานก็ยังดำเนินไปอย่างดี

ไม่มีอะไรผิดพลาดและยิ่งเป็นที่รักของทุกคน (ยกเว้นมิก)

 

เกือบลืมเล่าอีกเรื่องไป มีอยู่ช่วงนึงมิกไปฮอลิเดยืที่ออส

3 อาทิตย์ก่อนไปมิกพูดกับเชฟอีกคนว่าช่วงที่มิกไม่อยู่ที่ร้าน

คงวุ่นวายน่าดู แถมช่วงที่มิกไปมีวันนึงตรงกับวันแม่

พวกเราต้องแย่แน่ๆเลย

 

แต่ 3 อาทิตย์ที่มิกไม่อยู่นั้นเป็นช่วงที่ทุกอย่างราบรื่นมาก

ตอนนั้นเราเป็นคนจัดการทุกอย่าง และวันแม่ปีนั้น

เป็นวันแม่ที่ราบรื่นที่สุดตั้งแต่เปิดร้านมา

เจ้าของร้านถึงกับพูดกัยบเราว่า เราได้พิสูจน์ให้เขาเห็นว่า

เราสามารถเป็นหัวหน้าเชฟได้และสักวันเขาก็อยากให้เราเป็น

เรารีบปฏิเสธ เพราะเราไม่อยากเป็นหัวหน้าเชฟ

เป็นตายร้ายดียังงัยเราก้ไม่ยอมเป็น

 

คนอื่นอาจจะคิดว่าเราแปลก

แต่การเป็นหัวหน้าเชฟเนี่ยต้องรับผิดชอบเยอะมาก

ถึงเรารู้ว่าเราทำได้แต่เราก็ไม่อยากทำ เราขออยู่อย่างมีความสุข

ได้เงินเดือนน้อยๆยังจะดีกว่า

ที่ต้องมาปวดหัวเรื่องนั้นเรื่องนี้

(ยกเว้นมิกที่ไม่ต้องปวดหัวอะไรเพราะอะไรก้โยนมาให้เรา 555)

 

เรื่องมิกยังไม่จบแต่เดี๋ยวจะเล่าในตอนหลังอีก

ตอนต่อไปจะเล่าเรื่องเชฟอีกคนที่เราจำไม่มีวันลืมอีกเช่นกัน

วันนี้ปวดนิ้วชี้แล้ว(ก็จิ้มนิ้วเดียวพิมพ์นี่นา)

แล้วก็ต้องไปดู Desperate Housewives

 

ชอบไม่ชอบช่วยเมนท์บอกด้วยนะจ๊ะ

ถือว่าเป็นกำลังใจให้คนเขียนแล้วกัน อิอิ

 

คุณแฟนได เม้นท์หน้าก่อนจะถามว่าทำไมอายุยังไม่เลข 3

ถึงเป็นเชฟกันได้ (แต่พิมพ์ผิดเป็นเลข 9 ใช่ปะ)

ที่นี่คนเขาทำงานกันเร็วมาก เชฟที่เราเคยทำงานด้วยส่วนใหญ่

อายุน้อยๆอย่างนี้แหละ 18-19 ก็มี

 

เพราะที่นี่เด็กบางคนพออายุครบ 15 ก็ออกไปเรียนเชฟ

เรียนเชฟ 3 ปีก็จบออกมาทำงาน แต่พวกเชฟอายุน้อยๆ

เราไม่ชอบทำงานด้วยเลย พวกนี้จะอวดเก่งมาก

ไม่ค่อยจะฟังใครคิดว่าตัวเองวเก่งที่าสดในโลก

 

ตอนที่เราทำงานที่ที่เราทำงานตอนปัจจุบันนี้

หัวหน้าเชฟเราอายุแค่ 27 เองแต่เก่งมากๆๆๆๆๆ

เลยล่พะ เคยมีเด็กอายุ 17 มาทำด้วยแหละแต่อยู่ได้ไม่นาน

 

มใครมีอะไรสงสัยก็ถามมาได้นะจ๊ะ

ถ้าตอบได้ก้อจะตอบจ้า

 

 

 เรื่องเล่าจากก้นครัวตอนที่ 5 คนอะไรจะสตอเบอรี่ขนาดนั้นต่อ

 

 

 

     Share

<< @^^ Go to Engagement Party..........ไปงานฉลองหมั้นของเพื่อนที่ทำงาน@^^@^^ เรื่องเล่าจากก้นครัว 6............คนอะไรจะสตอเบอร์รี่ขนาดนั้นตอนที่ 3 @^^ >>


Posted on Fri 11 Feb 2011 6:56
 

พี่เมย์
แคร์กับฝาแฝด
โอ๋

@^^ Summer is Here.............ในที่สุดฤดูร้อนที่รอคอยก็มาถึง @^^
@^^ เรื่องเล่าจากก้นครัว 8...............มาเล่าเรื่องเด็กอ้วนต่อ @^^
@^^ เรื่องเล่าจากก้นครัวตอนที่ 7...............เรื่องของเด็กอ้วน@^^
@^^ The Weather has Been Very Good Lately.........สุขสันต์วันหยุด @^^
@^^ เรื่องเล่าจากก้นครัว 6............คนอะไรจะสตอเบอร์รี่ขนาดนั้นตอนที่ 3 @^^
@^^ เรื่องเล่าจากก้นครัวตอนที่ 5..........คนอะไรจะสตอเบอรี่ขนาดนั้นต่อ @^^
@^^ Go to Engagement Party..........ไปงานฉลองหมั้นของเพื่อนที่ทำงาน@^^
@^^ Hello Halloween II............ฮาโลวีนยังไม่จบมาต่ออีกหน่อยนะ @^^
@^^ Happy Halloween..........จะ Trick หรือจะ Treat ดีน้อ @^^
@^^ เรื่องเล่าจากก้นครัวตอนที่ 4...........คนอะไรจะสตอเบอร์รี่ขนาดนั้น @^^
@^^ Boy the Hungry Big Pig.........หมาแมวบ้านนี้กินทุกอย่างที่ขวางหน้าจริงๆ @^^

Name :
Email :
URL :
Comment :
กรอกข้อมูลก่อนส่ง CAPTCHA Image
Refresh
 

เป็นกำลังใจให้ค่ะ เพิ่งเข้ามาอ่าน แต่ก็จะอ่านไปเรื่อย ๆ จนคุณหยุดเขียน สนุกดีค่ะ
apple   
Mon 26 Jul 2010 1:47 [2]
 

เขียนแบบนี้ เราต้องแสดงตัวหน่อยแล้ว ส่งกำลังใจให้คุณยาย่า :-)

ฮ่า ๆ อ่านแล้วเห็นถึงความยากลำบากและความอดทนเลยค่ะ แต่ถ้าเราทำดีจริง เราก้อย่อมได้ดีนะคะ

เอ..จากที่อ่านมา แสดงว่าถ้าเราจบการโรงแรมมาโดยตรง แถมมีประสบการณ์ช่วยร้านอาหารของที่บ้าน แล้วไปทำงานร้านอาหาร ก้อน่าจะเวิร์คใช่มั๊ยคะ? (ไม่เอาดีกว่า ไม่อยากวาดฝันไว้มาก อะไร ๆ ก้อยังไม่แน่นอน)


รออ่านตอนต่อไปค่ะ (ที่เหลือ เราไปเมาท์กันในเมล์เนอะ )
แฟนได   
Thu 5 Nov 2009 0:41 [1]