การตีสปินหลัง
Top10 My IDOL
แปล เพลง A thousand miles
แปลเนื้อเพลงเล่นๆ It ends tonight
หูแมวเลือดสาด Elfen Lied
-เมื่อไรจะเปิดเทอมว้า?-
Cha-am DAY-2
Cha-am DAY-1
ผมเพิ่งได้ดู ... ทีราบิเตีย สะพานมหัศจรรย์ ...
การ์ตูนวาดเล่น ๆ
ช่วงนี้เป็นฤดูแมลงสาปหรอครับ ผมโดนพวกมันบุกห้อง
๏ จะกลับกทม.แล้วววว ๏
๏ อะไร อะไร ก็ ญี่ปุ่น ญี่ปุ่น ๏
- ๏ เซ็ง เซ็ง เซ็ง ๏ -
วาดรูปฆ่าเวลา
ชีวิตค้าแข้งสมัยมัธยม
๏ Pang Ya !! ๏
Midori Days
U15 - IDOL ๏ [ A-G ]
๏ เก็บตก Transformers ๏
๏ TukTuk Drift ๏
- ๏ Shihono Ryou ๏ -
- ๏ วันเหงาๆ ๏ -
- ๏ Miyabi ๏ -
- ๏ Risako ๏ -
- ๏ ตัวอย่าง Momoko PB Marking ๏ -
- ๏ Momoko สุด Love ๏ -



๏ อะไร อะไร ก็ ญี่ปุ่น ญี่ปุ่น ๏

ไฮ !!

สมัยนี้มองไปรอบๆตัว ในประเทศไทยก็เจอแต่ความเป็นญี่ปุ่นมากมายใช่ไหมครับ

ผมก็เป็นคนนึงที่ชอบอะไรๆที่เป็นญี่ปุ่น

แต่ไม่ถึงกับบ้านะ

สิ่งที่ชอบที่สุดเลย คือ ชอบ น้องๆidol ของเค้าอ่ะ น่ารักโครต 5555

ในไดผมก็มีเต็มไปหมด อิอิ ทั้งน้อง โมโมะ น้องเรียว  ^^

แล้วความฝันในชีวิตอย่างนึง คือ การไปเที่ยวญี่ปุ่นกับแฟน 2 ต่อ 2

แต่ตอนนี้ยังไม่มีแฟน T^T ก็เลยยังไปญี่ปุ่นไม่ได้

( ไม่มีตังก็บอกเหอะะะะะะะ )

วันนี้นั่งว่างๆ ก็เลยลองใช้อากู๋ กูเกิล  ค้นหาเกี่ยวกับมุมมองคนญี่ปุ่น ที่มีต่อคนไทย

พอค้นไปค้นมา มันก็ได้ 2 ด้านนะ คือ

เราก็ได้มุมมองคนไทยที่มีต่อคนญี่ปุ่นเช่นกัน

ก็รวมๆมาให้อ่านกันครับ


เรื่องแรกเลย

ผมประทับใจเรื่องนี้มาก คือชาวไทย 2 คนที่เป็นแฟนกัน

พวกเค้าไปเที่ยวญี่ปุ่น แล้วก็เจอชาวญี่ปุ่นที่รักเมืองไทย อาสาเป็นไกด์ให้ด้วยความบังเอิญ

ชาวญี่ปุ่นคนนี้รักเมืองไทยขนาดติดธงชาติไทยไว้หน้าบ้านเลยครับ อิอิ


http://board.trekkingthai.com/board/show.php?Category=trekking&No=122296&forum=2&page=1&PHPSESSID=ajfs64r9o7mncpshkqdc0057d5


 


เรื่องถัดมา

คนนี้เค้าอยู่ที่ญี่ปุ่นครับ แล้วก็เพื่อนชาวญี่ปุ่นชวนไปเที่ยวที่บ้าน

พอดีญาติของชาวญี่ปุ่นคนนั้นเค้าสนใจเมืองไทย แล้วยังคิดว่าคนไทยใส่ห่วงคอแบบชาวกระเหรี่ยง

แล้วยังนึกว่าชาวไทยส่วนใหญ่ใส่ชุดไทยอีกด้วย 555+ อ่านความฮาแบบน่ารักๆต่อได้ที่นี่ครับ

http://www.siamkane.com/jstory_view.php?id=67

 


 

อันนี้เป็นเรื่องของคนไทยที่ไปเรียนญี่ปุ่นครับ มีหลายตอนเลย

"อีเมล์อารมณ์ดีส่งตรงจากญี่ปุ่น โดย Batman อดีตนักเรียน Jeducation Center
ที่หนีตามหวานใจไปใช้ชีวิตนักเรียนที่วิทยาลัย CBC"

http://jeducation.com/THAI/thaistudent/madeinjapan/index.html

แนะนำให้อ่าน เรื่องที่ 8 ครับ เรื่องเทศกาลไทยในญี่ปุ่น

ขำดีครับ ที่ชาวญี่ปุ่นเค้าชอบประเทศไทยกันขนาดนี้ อิอิ

 



 

หลังจากที่ได้อ่านเรื่องคนไทยไปอยู่ที่ญี่ปุ่นมาพอประมาณ

ผมก็อยากให้อ่านเรื่องที่คนญี่ปุ่นเค้ามาเที่ยวไทยบ้างครับ

2 เรื่องนี้คล้ายๆกันครับ คือ หนุ่มชาวญี่ปุ่นหน้าตาดี

ที่บังเอิญมาถามทางจากสาวไทยหน้าตาดีด้วยเช่นกัน มีทัศนะคติที่น่าสนใจหลายอย่างครับ

ออกแนวขำๆ ทั้งสองเรื่องเลย

http://www.saranair.com/diary.php?op=PrintReview&id=6085


http://miniplay.playpark.com/playclub/blog/listblog_public.asp?ID=151&idate=2005-10-08


อีกเรื่องที่ผมสนใจก็คือ เพลงไทย ในญี่ปุ่นครับ

ปรากฏว่า ได้รับความนิยมในชาวญี่ปุ่นบางกลุ่มครับ

กระทู้ถามความนิยมเพลงไทยในญี่ปุ่น
http://www.hokutoda.com/varietyboard/detail.php?WebID=1633&Size=10&Seq=DESC

T-POP in JAPAN
http://gendo.exteen.com/20060329/t-pop


แล้วที่พลาดไม่ได้เลย !!!

คือน้องคนนี้ครับ

http://www.myspace.com/sweetvacationofficial

น้องเค้าเป็นคนไทยแท้ๆ ที่ไปเป็นนักร้องที่ญี่ปุ่นครับ

ประวัติของน้องเค้าก็มีดังนี้

น้องเม ศิตาภา อรรถบุรานนท์ ตอนนี้อายุ 17 เรียนอยู่แผนกศิลป์ญี่ปุ่น ม.6 รร.เตรียมอุดมศึกษา
เป็นเด็กที่รักการเรียน สอบได้เกรดเฉลี่ย 3.9 กว่า

เข้าวงการโดยถ่ายรูปขึ้นปกหนังสือวัยรุ่น ICE เมื่ออายุ 12 จากนั้นก็ ได้ขึ้นปกและถ่ายแบบ แฟชั่น
ในหนังสือเล่มอื่นๆอีกมากมาย
สมัครและได้รับคัดเลือกเข้าเป็นศิลปินฝึกหัดในโครงการ G JUNIOR ของบริษัทแกรมมี่ ในปีเดียวกัน
และมีผลงานร่วมกับกลุ่ม Preppy G ออกมาหนึ่งอัลบั้ม

ก่อนจะได้ไปทำเเพลงในญี่ปุ่น เคยได้รับการทาบทามจากค่าย SM (ที่ BOAสังกัดอยู่)ที่พบเธอโดยบังเอิญ
เมื่อครั้งมาเปิดออดิชั่นในไทยเมือเกือบสองปีที่แล้ว แต่ไม่ได้เข้าออดิชั่นเพราะติดสัญญากับบริษัทแกรมมี่

ต่อมา มีค่ายเพลงญี่ปุ่นมาเปิดออดิชั่นในไทย และครั้งนี้บริษัทแกรมมี่ได้ส่งน้องเมและศิลปินกลุ่ม Preppy G เข้าร่วมออดิชั่น ผลคือ น้องเมเป็นผู้ได้รับเลือก ด้วยเหตุผลคือ มีความพร้อมในทุกด้าน ทั้งรูปร่างหน้าตาแนวที่ชาวญี่ปุ่นชอบ น้ำเสียงใส น่ารัก ความสามารถในการร้องเพลง บุคลิก และที่สำคัญคือ สำเนียงญี่ปุ่นของเธอนั้น ทางค่ายถึงกับทึ่งในความชัดเจน โดยกล่าวว่า เมื่อฟังเพลงที่เธอร้องก็ไม่รู้เลยว่าไม่ใช่คนญี่ปุ่น

หลังการทำงานเป็นเวลาปีกว่า ก็ได้ฤกษ์ออก Mini Album แรก รวม 7 เพลง เป็น Limited Edition
คนส่วนใหญ่ที่ได้ฟังมักติดใจในความสดใส น่ารัก และ สนุกสนาน โดยเฉพาะเพลง
Get up boys and girls, Summerday และ I feel so good
แต่ คุณต้องลองสัมผัสด้วยตัวเอง ที่นี่

อัลบั้มของเธอจะวางจำหน่ายในวันที่ 21 พ.ย. และขณะนี้ได้ข่าวว่ามียอดสั่งจองล่วงหน้าสูงเป็นที่น่าพอใจ

credit : http://www.mainichiacademicgroup.com/thai/webboard/lofiversion/index.php?t5467.html

ส่งใจเชียร์น้องเค้าด้วยนะครับ !!



ต่อมาที่เรื่องขำๆ ครับ เวปเกี่ยวกับทำงานกับชาวญี่ปุ่น
http://thaiworkth10.wordpress.com/2008/05/23/%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%8d%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%9b%e0%b8%b8/



เรื่องนี้ก็อปเค้ามานะครับ

มองไทยในสายตา เรียวตะ ซูซูกิ กรุงเทพฯ ไม่ใช่โตเกียว

ประเทศไทย มีชาวต่างชาติหลั่งไหลเข้ามาทำงานไม่ขาดสาย ในวงการบันเทิงก็เช่นเดียวกัน เรามีโอกาสได้ชื่นชมความสามารถของทั้งนักร้อง นักแสดง รวมถึงนักเขียนจากหลายๆ ประเทศ ที่สำคัญก็คือ พวกเขาเหล่านี้ไม่ใช่แค่มาชั่วครั้งชั่วคราว หากยังมาใช้ชีวิตที่นี่ราวกับเป็นคนไทยคนหนึ่งด้วย ในสัปดาห์นี้ มติชน จึงขอนำเสนอเรื่องราวของคนกลุ่มดังกล่าว เพื่อให้ผู้อ่านได้สัมผัสมุมมองเกี่ยวกับชีวิตและการทำงานที่น่าสนใจของพวก เขา*

ทำไมผู้หญิงไทยชอบจับมือกันเดิน? ทำไมคนไทยดูหนังเสร็จแล้วกลับเร็วจัง? ทำไมคนไทยชอบข่าวอาชญากรรม? ฯลฯ คำถามเหล่านี้ไม่ได้มาจากความช่างซักของเจ้าหนูจำไมที่ไหน หากนี่คือความช่างสังเกตของหนุ่มญี่ปุ่นวัย 30 ต้นๆ ที่ชื่อ เรียวตะ ซูซูกิ ต่างหาก โดยเขาได้ถ่ายทอดความคิดเห็นที่มีต่อเมืองไทยในทำนองดังกล่าวลงในคอลัมน์ ทีมปลาดิบ ประจำนิตยสาร a day มาเป็นเวลา 4-5 ปีแล้ว

"ผมได้เขียน คอลัมน์นี้เพราะแต่ก่อนผมทำหนังสือพิมพ์แล้วได้ไปสัมภาษณ์พี่โหน่ง (วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์-บ.ก.อะเดย์ในขณะนั้น) พอได้คุยกัน เขาก็ชวนให้มาเขียนเรื่องมุมมองของคนญี่ปุ่นที่มีต่อประเทศไทย ผมตอบตกลง แต่ก็บอกเขาไปว่าที่เขียนเป็นแค่มุมมองของผมคนเดียวนะ คนญี่ปุ่นคนอื่นอาจคิดไม่เหมือนผมก็ได้" เรียวตะกล่าว

เมื่อเริ่ม เขียนคอลัมน์ เรียวตะเพิ่งมาเมืองไทยได้ราวๆ 2 ปีเท่านั้น โดยเขาเล่าว่า เมื่อเรียนจบจากโยโกฮาม่า เขาเกิดรู้สึกไม่อยากทำงานขึ้นมาซะเฉยๆ จะกลับไปอยู่บ้านที่อิบาราคิก็เกรงจะเบื่อ ว่าแล้วก็หิ้วกระเป๋ามาอยู่เมืองไทยซะเลย โดยเดิมทีเขาตั้งใจจะอยู่แค่ 1 ปี แต่พอมาแล้วกลับติดใจ จึงอยู่ต่อมาจนบัดนี้


"ผม ติดใจบรรยากาศ คนไทยยิ้มแย้มดูมีความสุขดี และคนญี่ปุ่นที่เมืองไทยก็ดูมีความสุขกว่าที่ญี่ปุ่นโดยเฉพาะในโตเกียว เพราะที่นั่นการแข่งขันสูงมาก และผู้คนก็เครียดกันมากด้วย ทำอะไรพลาดครั้งเดียว เขาก็ทนมีชีวิตอยู่ต่อไม่ได้แล้ว เราถึงเห็นคนญี่ปุ่นฆ่าตัวตายกันเยอะมาก"

โตเกียวไม่ใช่ที่อยู่ของมนุษย์ เรียวตะว่างั้น

"เทียบกันแล้วกรุงเทพฯน่าอยู่กว่าเยอะ ยังเคยคิดเลยว่าถ้าต่อไปกรุงเทพฯ เป็นเหมือนโตเกียว ผมคงย้ายไปอยู่ที่อื่น"

เมื่อ ตัดสินใจจะอยู่เมืองไทย เรียวตะก็รู้ว่าอาชีพนักเขียนอย่างเดียวคงไม่พอเลี้ยงชีพแน่ เขาจึงทำงานที่บริษัทคอมพิวเตอร์กราฟิกแห่งหนึ่งควบคู่ไปด้วย ทั้งๆ ที่ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะเป็นหนุ่มออฟฟิศ

"เรียนจบใหม่ๆ ผมไม่อยากเป็นพนักงานออฟฟิศเลยนะ รู้สึกว่าคนที่ทำอาชีพนี้คือคนที่แพ้แล้ว แพ้ต่อระบบสังคม ถึงตอนนี้ผมก็ไม่รู้สึกว่างานนี้เป็นงานหลัก การเขียนหนังสือต่างหากที่ผมเห็นว่าเป็น "งานหลัก" และ "งานที่รัก" ถ้าเขียนหนังสืออย่างเดียวแล้วอยู่ได้ผมคงทำไปแล้ว"

ทำไมอยากเขียนหนังสือ? เราถาม

"ผม ชอบมาตั้งแต่สมัยเรียนแล้ว เคยทำหนังสือทำมือกับเพื่อนๆ ด้วย อีกอย่างเป็นคนอ่านหนังสือเยอะอยู่แล้ว พออ่านมากๆ เข้าก็อยากจะลองเขียนดูบ้าง"

เรียวตะว่า เวลาเขียนหนังสือเขาก็เขียนตามใจตัวมากกว่าตามใจใคร

"ผม เป็นคนดื้อนะ ชอบทำอะไรตามใจตัว อย่างที่เขียนคอลัมน์ทุกวันนี้ก็เขียนอย่างที่อยากเขียน ไม่ได้ทำตามแบบแผนอะไร" เขากล่าว แล้วว่า มีบ้างเหมือนกันที่เขียนเรื่องไปแล้วถูก บ.ก.ทักท้วง เช่นครั้งหนึ่ง เขาเขียนเรื่องที่กระทบต่อพระพุทธศาสนาโดยไม่ได้ตั้งใจ

"พอโดนทักผม ก็ยอมแก้ เพราะไม่ใช่ประเด็นหลักของเรื่อง ผมยอมเพราะอยากอยู่เมืองไทยอย่างมีความสุข ที่นี่เป็นบ้านของคนไทย ผมก็อยากทำตัวดีๆ เพราะผมถือว่าตัวเองโชคดีมากที่ได้อยู่ในประเทศนี้"

หลาย คนอาจสงสัยว่าอยู่แค่ 6-7 ปี เขารู้ภาษาไทยดีถึงขั้นเขียนหนังสือได้เชียวหรือ เรียวตะบอกเขาอ่านได้ และพอเขียนได้บ้าง แต่ให้เขียนยาวๆ ก็ลำบากเหมือนกัน เวลาเขียนคอลัมน์ เขาจึงต้องอาศัยคนช่วยพิมพ์ให้ตามคำที่เขาบอก

ส่วนเรื่องออกเสียงนั้น เรายืนยันแทนได้ว่าเรียวตะพูดภาษาไทยได้ดีมาก

"ผม เรียนภาษาไทยตั้งแต่ปีแรกที่มาอยู่ เพราะคิดว่าถ้าอยากอยู่เมืองไทยให้สนุกต้องรู้ภาษาไทย จะได้ดูทีวีได้ และอ่านหนังสือได้" เขาอธิบาย

ถามเขาว่าอ่านหนังสือไทยด้วยเหรอ เรียวตะบอกอ่านหมดแหละ ทั้งข่าวสาร วรรณกรรม ท่องเที่ยว ดนตรี เพียงแต่ต้องใช้เวลาและความพยายามมากหน่อย ถามถึงหนังสือเล่มโปรด เรียวตะว่าเรื่อง "ข้างหลังภาพ" ของศรีบูรพาคือหนังสือที่เขาชอบมาก ถึงขั้นอ่านฉบับแปลภาษาญี่ปุ่นแล้วร้องไห้เลยทีเดียว

นอกจากนิยายของศรีบูรพาเล่มนี้ เรียวตะว่าเขายังชอบงานเก่าๆ ของไทยอีกหลายอย่าง โดยเฉพาะดนตรีไทย

"ผม เรียนระนาดมา 2 ปีแล้ว เพราะประทับใจตั้งแต่ดูหนังเรื่อง "โหมโรง" เพลงไทยเดิมก็ชอบฟัง อย่างขุนอิน วงกอไผ่ วงหนุมาน คือช่วงนี้ผมชอบอะไรโบราณๆ น่ะ" เขาตอบยิ้มๆ

เราทักว่าแปลก เพราะเห็นมีแต่คนไทยรุ่นใหม่หันไปนิยมความทันสมัยของญี่ปุ่น เขาเป็นคนรุ่นใหม่ของญี่ปุ่นแท้ๆ กลับมาสนใจของดั้งเดิมของไทย เรียวตะนิ่งคิด แล้วว่า ไม่อยากให้คนไทยเอาอย่างญี่ปุ่นซักเท่าไหร่

"เวลา ทำอะไร ญี่ปุ่นไม่ได้มองตลาดเอเชียเลยนะ เขาคิดว่าทำเพื่อคนในประเทศก็พอแล้ว บางคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคนไทยหรือคนเอเชียชอบญี่ปุ่นขนาดนี้"

เขาว่าสิ่งที่ญี่ปุ่นทำก็ไม่ใช่จะดีทั้งหมด

"สิ่ง ที่ชาติเรามองว่าเป็นผู้นำอย่างญี่ปุ่นหรืออเมริกาทำเป็นแค่ตัวอย่าง ซึ่งอาจจะดีหรือไม่ดีก็ได้ และอาจจะเหมาะหรือไม่เหมาะกับคนไทยก็ได้ เพราะแต่ละคนก็มีฐานะ ความคิด และเป้าหมายชีวิตต่างกัน เราไม่ต้องทำตามเขาทุกอย่างก็ได้ หรือจะทำตามก็ได้ ขอเพียงอย่ามองแค่เปลือก แต่ให้เรียนรู้ความเป็นมาของสิ่งนั้นด้วย"

เรา สงสัยว่าเขาไม่ชอบอะไรในเมืองไทยบ้างรึเปล่า เขาบอก หนึ่งล่ะ แท็กซี่ไม่ซื่อสัตย์ สองก็การชาร์จราคาคนต่างชาติเวลาซื้อของ เรียวตะว่าถึงเป็นคนญี่ปุ่น แต่เขาก็รับเงินเดือนอัตราคนไทยนะ

ถึงอย่างนั้น เขาก็ว่ายังไงก็รักเมืองไทยอยู่ดี เพราะที่นี่เป็นเหมือนบ้านหลังที่สอง

ถาม ว่าอยู่เมืองไทยมีอะไรที่อยากทำอีกรึเปล่า เขาว่าอยากแปลหนังสือไทยเป็นภาษาญี่ปุ่น แล้วก็อยากเขียนนิยายรวมถึงบทความอื่นๆ เพิ่มด้วย เรียวตะว่าเขาอยากฝึกฝีมือให้มากๆ เพราะคิดว่าตัวเองยังไม่ใช่นักเขียนที่ดีนัก

ทุกวันนี้ผมก็เป็นแค่คอลัมนิสต์ธรรมดาๆ คนหนึ่งเท่านั้นเอง

http://board.notgoodstory.com/look_b.php?sendbid=273


เรียวตะ ซูซูกิ นักเขียนชาวญี่ปุ่นที่มีชื่อเสียงในเมืองไทย หลงใหลความเป็นไทยแลนด์แดนสมาย สร้างสรรค์เรื่องราวให้เกาะติดประจำอยู่ในคอลัมน์ Team Pladib ทับศัพท์ภาษาไทยว่า ทีมปลาดิบ ของหนังสือแนวอย่าง a day และวิจารณ์เพลงใน DDTรวมทั้งเป็นอาจารย์สอนภาษาญี่ปุ่น

ครั้งนี้ถือเป็นความโชคดีของชาวกองกำลังปั้นฝันให้เป็นตัวแห่ง TK park ที่มีโอกาสจับมาขุดคุ้ย ล้วงลึก ถึงการหลงรักตัวหนังสือของเขา รวมไปถึงที่มาที่ไปของผู้ชายคนนี้ เรียวตะ ซูซูกิ

สิ่งหนึ่งที่เป็นเอกลักษณ์ของเรียวตะคือการตั้งคำถามขึ้นมาแบบดื้อ ๆ โดยที่คนทั่วไปเขาจะไม่สงสัยกัน แต่พอได้อ่านก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ และแล้วด้วยความที่อยากรู้คำตอบเล่นเอาอ่านซะเพลินจนจบ มีการพัวพันเปรียบเทียบระหว่างคนญี่ปุ่นกับคนไทย โดยเนื้อหาจะค่อย ๆ ไหลลื่นไปเรื่อย ๆ ไม่ได้สร้างความแตกหักทางความคิด ทำให้ดูรุนแรงในเชิงการเปรียบเทียบ อาจเพราะภาษาที่เรียบง่าย ตรงไปตรงมาในตัวอักษรอีกทั้งแนวคิดที่น่ารัก จึงทำให้เป็นตัวตนของเขาจนถึงทุกวันนี้ เหล่านี้คือการคาดเดาทั้งสิ้น

มาเมืองไทยเป็นครั้งแรก

ติดตามแม่มา สงสัยว่าทำไมถึงมากรุงเทพฯบ่อยมากแม้แต่ตอนขาเจ็บ แรก ๆ ก็ไม่รู้อะไรมากเกี่ยวกับเมืองไทย รู้แต่ว่ามีวัดที่อยุธยา มีทะเลที่ภูเก็ต รู้แค่นั้นจริง ๆ พอมาถึงจึงได้รู้อีกอย่างหนึ่งคือรู้ว่าคนไทยมีความสุข ยิ้ม อยู่ที่ญี่ปุ่นก็เครียดไม่ดี ชีวิตเต็มไปด้วยการแข่งขัน เริ่มแรกอยากจะศึกษาภาษาไทยเป็นอันดับแรก จึงใช้เวลานานถึง1ปีเต็มในการซึมซับบรรยากาศ (แหม ทำไปได้!) ต่อมาก็เขียนประสบการณ์การท่องเที่ยวไปยังสำนักพิมพ์ ซึ่งก็ไม่คิดว่าจะได้ทำงานนี้ด้วย ต่อจากนั้นได้รู้จักกับคุณโหน่ง วงศ์ทะนง แห่ง a day ผ่านการสัมภาษณ์ลงคอลัมน์ในหนังสือพิมพ์ แล้วก็มีการชักชวนให้เขียนหนังสือซึ่งก็ใช้เวลาตัดสินใจอยู่1เดือนเต็ม ๆ นานครับ

เรียนจบด้านไหน

จิตวิทยาครับ ตอนเรียนก็มีเรื่องทะเลาะกับอาจารย์แต่ตอนหลังก็ดีกัน ผมว่าคนที่มีปัญหากับชีวิตและสภาพจิตใจจะเรียนด้านนี้กันหมดนะ จะเครียด ๆ กันหมด (สร้างเสียงหัวเราะของกอง ฯ ได้ดังพอสมควร)

มีชื่อเล่นมั้ย

เรียวตะ แปลว่า เด็กผู้ชายที่สมบูรณ์ ส่วน ซูซูกิ แปลว่า ต้นข้าว คาดคะเนว่าบรรพบุรุษน่าจะเป็นชาวนา (เรียวตะกล่าวติดตลก) คำว่า ตะจะมีคนใช้เยอะ แปลว่า เด็กผู้ชาย อย่างโนบิตะ ไจแอ้นท์ ซูเนโอะ อย่างในโดราเอม่อนนะไม่มีจริงหรอก แต่ชิซูกะหนะมี นามสกุล ซูซูกิ ซาโต้ นะมีเยอะที่สุด เพื่อนเคยตั้งให้เหมือนกัน แต่ไม่ชอบ เพราะชื่อ ซีอิ๊ว

ที่มาของทีมปลาดิบ

ตอนเรียนภาษาไทยในห้องเรียน อาจารย์ก็ตั้งคำถามว่า รู้มั้ยว่าคนไทยเรียกทีมชาติญี่ปุ่นว่าอย่างไร? คิด คิด คิด แล้วก็ตอบไม่ถูกเสียที คำเฉลยคือ ทีมปลาดิบ แล้วก็ถามต่ออีกว่า รู้มั้ยคนไทยเรียกทีมชาติไทยว่าอะไร? คำตอบมีทั้งทีมต้มยำ ทีมไม่เป็นไร แต่เฉลยก็คือ ทีมชาติไทย เรียกว่า ทีมชาติไทย ไม่มีชื่อเล่น

ทำไมถึงมีการ์ตูนประกอบ

ด้วยความที่ภาษาไทยไม่ค่อยแข็งแรง จึงเอาการ์ตูนให้เป็นอีกจุดหนึ่งเพิ่มความน่าสนใจ ก็จากคุณโหน่งนั่นแหละที่อยากให้มีการ์ตูนประกอบ ตอนแรกเรื่องราวไม่ได้เกี่ยวข้องกับการ์ตูนเลยแม้แต่น้อย ตอนหลังก็เริ่มคิดเรื่องราวให้สอดคล้องมากยิ่งขึ้น โชคดีที่ตอนนั้นหนังสือเพิ่งออกใหม่ พี่เขาบอกว่าเดี๋ยวต่อไปก็จะมีการรวมเล่ม ตอนนั้นก็ยังไม่เชื่อ คิดว่าโกหก แต่ตอนหลังก็โอ้ (เสียงอุทานแบบแปลกใจสุดขีด) เป็นความจริงแล้วหรือนี่ มีช่วงหนึ่งเขียนตามกระแส พี่เขาก็แนะนำว่าอย่าพยายามเขียนตามกระแสเพราะตอนรวมเล่มมันจะล้าสมัย

ชอบอ่านหนังสือ

ตอนประถมเขียนเรียงความไม่เป็นเลย เพราะครูตั้งประเด็น รู้ตัวว่าชอบกีฬาเบสบอล ตอนไปดูกับพ่อก็กลับมาเขียนได้เลยไม่ต้องคิดอะไร คุณครูก็ชม จึงรู้ตัวเองว่าต้องเขียนด้วยความรู้สึกของตัวเอง ไม่อย่างนั้นเขียนไม่ได้

ตอนเป็นนักศึกษาก็ทำหนังสือพิมพ์ในมหาวิทยาลัย ตอนหนึ่ง ได้ทราบมาจากผู้มีประสบการณ์เคยมีคนเขียนจดหมายเข้าไปถามนักเขียนชื่อดังว่า อยากเป็นนักเขียนจะทำอย่างไรดี นักเขียนตอบว่า ไม่ได้ ส่วนใหญ่มักจะเป็นในแบบที่ไม่คิดว่าจะเป็นอยู่แล้ว

คนไทยกับคนญี่ปุ่น

คือจากการสังเกตว่าเพื่อนบ้านมิตรประเทศมักจะทะเลาะกันบ่อยครั้ง เช่น เกาหลี ญี่ปุ่น จีน แต่ระยะห่างระหว่างคนไทยกับคนญี่ปุ่นกำลังพอดี ไม่มากไม่น้อยจนเกินไป ถ้าไปอยู่ในเกาหลีอาจจะไม่เป็นที่ต้องการหรือต้อนรับอย่างทุกวันนี้ มีคนเคยถามว่าคิดถึงบ้านไหม? ก็ตอบกลับไปว่ากลับบ้านปีละ2ครั้งอยู่แล้ว ที่บารากิ (ญี่ปุ่น)จะอยู่ใกล้โตเกียวที่นั่นธรรมชาติเจริญ

อยากเขียนหนังสืออะไร

เมืองไทยมีคนฆ่าตัวตายน้อยถ้าเทียบกับที่ญี่ปุ่น ในโรงเรียนนักเรียนม.ต้นมีการแกล้งกัน จนเกิดมีการฆ่าตัวตายบ่อยมาก เกือบจะเป็นปกติ(บรรยากาศกลับมาเงียบฉี่อีกครั้ง) เขาจริงจังกับชีวิตมากไปหน่อย ส่วนโตเกียวก็ไม่ค่อยมีใครยิ้มให้กัน หากจะเขียนหนังสือ โดยรวมจะเป็น อะไรคือความสุขในชีวิต ผ่านประสบการณ์เล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เก็บเกี่ยวมารวบรวมไว้

คนไทยชอบยุ่ง

แต่ก่อนผมก็เคยทำเซเว่นอีเลฟเว่น (อิบารากิ) ตอนนั้นจะถูกปลูกฝังให้จดจำสินค้าที่ลูกค้าซื้อ เมื่อลูกค้าเข้ามาก็จะยื่นสินค้าให้ก่อน นั่นคือการบริการที่ดี ผิดกับที่โตเกียว ผมเคยถามเพื่อนที่โตเกียวว่าชอบมั้ย เขาตอบว่าไม่ชอบเลย (เสียงดัง สีหน้าเบ้แสดงถึงความไม่ชอบอย่างแรง) ถ้าทำอย่างนั้นจะไม่กลับไปใช้บริการที่นั่นอีก คือเขาไม่ต้องการให้คนอื่นมายุ่งกับเรา คือคนไทยชอบยุ่งกับคนอื่นนะ เคยนำปิ่นโตไปที่ทำงาน ทุกคนว่า ทำเองเหรอ?(น้ำเสียงสงสัย) ขอชิมหน่อยนะ เรื่องคนไทยยุ่งกับคนอื่นก็ดีนะ ทำให้รู้ว่ายังเป็นมนุษย์อยู่

คนญี่ปุ่นอ่านหนังสือน้อยลงไหม?

มีอินเตอร์เน็ต โทรศัพท์มือถือ คนญี่ปุ่นจะไม่ชอบการเสียเวลา ชีวิตต้องแข่งขันกันตลอดเวลา มีเหมือนกันที่อ่านหนังสือต่าง ๆ รวมทั้งการ์ตูน ที่ญี่ปุ่นมีหนังสือการ์ตูนสำหรับเด็กทารก ตั้งแต่ 0-100 ปี ออกทุกสัปดาห์กว่า 200 ฉบับ นักเขียนการ์ตูนมีรายได้ดี มีชื่อเสียง รวมทั้งไม่มีการดูถูกการ์ตูน หนังสือเรียนก็มีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย ทำให้จดจำง่าย หนังสือมีทั้ง 2 แบบตั้งแต่อ่านจากขวาไปซ้าย และซ้ายไปขวา เพราะภาษาญี่ปุ่นสามารถเขียนได้จากบนลงล่าง และซ้ายไปขวา รูปแบบจึงเป็นอย่างนี้

อ่านภาษาไทยได้ด้วยเหรอ

มักจะถูกถามด้วยคำถามนี้บ่อยมาก ในใจคิดว่าเขียนหนังสือมา 2 เล่มแล้วนะ แต่ปากกลับตอบไปว่าเป็นครับ ถ้าตัวเองคิดว่ามีความสุขก็มีความสุข ได้ทำอาหาร รดน้ำต้นไม้ ตีระนาด ก็มีความสุขได้ ศาสนาก็มีส่วนช่วยทางด้านจิตใจคนญี่ปุ่นนับถือวิทยาศาสตร์แทนศาสนา แต่ยังไงก็รู้สึกศาสนาใจดีกว่า การที่จะเป็นนักเขียนได้มี2วิธี คือไปเมืองนอกและเขียน Diary ส่วนหลักการเขียน มีเรื่องที่จะเขียนเยอะ เช่น อาหาร ที่อยู่อาศัย ฯลฯ ส่วนถ้าคิดไม่ออกก็จะคุยกับคนญี่ปุ่นที่มาเมืองไทยแล้วแปลกใจกับอะไร

ไม่น่าแปลกใจเลย ที่เรียวตะเป็นนักเล่าเรื่องที่สนุก และมีลีลาการเขียนที่น่าสนใจ น่าติดตาม และค้นหาความหมายหรือคำตอบในตอนท้ายของกระดาษ

ชีวิตที่เต็มไปด้วยความบังเอิญของเรียวตะ น่าจะบอกได้ถึงความตั้งใจจริงในโอกาสที่ผ่านเข้ามาแล้วไม่ปล่อยให้แค่ผ่านไป...

ชาดำเย็น

http://www.tkpark.or.th/th/knwldZn/wrt/wrt...l.aspx?id=11388


ฝรั่ง-ต่างชาติ กลัว "ผีไทย" ตนไหนมากที่สุด


31 ตุลา วันฮัลโลวีน...แน่นอนว่าวันน่าสะพรึงวันนี้ไม่ใช่คติความเชื่อแบบไทยๆ หากเดินทางมาไกลจากดินแดนฝรั่งมังค่า

เมื่อบ้านเราครึกครื้นกับวันฮัลโลวีนอยู่ไม่น้อย ถ้าลองไปถามชาวต่างชาติที่พอคุ้นเคยกับเมืองไทยดูบ้างว่า เขารู้จักและกลัว "ผีไทย" มากน้อยขนาดไหน คนต่างถิ่นเหล่านั้นจะมีมุมมองอย่างไรกันบ้างหนอ...

กุมารทอง

เรียวตะ ซูซูกิ คอลัมนิสต์ชาวญี่ปุ่นประจำนิตยสารอะเดย์ ที่คลุกคลีกับเมืองไทยมานานพอสมควร เกริ่นว่า เขาเป็นคนเชื่อเรื่องผี และมีความรู้สึกว่าผีไทยกับผีญี่ปุ่นมีความใกล้เคียงกัน ตรงที่ล้วนมีความหลังก่อนตาย จึงมีทั้งความน่ากลัวและน่าเห็นใจปะปนกันอยู่

"สำหรับผีไทย ผมเคยได้ยินเรื่องผีกระสือ ผีปอบ แต่ในความเห็นของผม ผมว่า 'กุมารทอง' น่ากลัวที่สุด เพราะกุมารทองเป็นเด็กที่ไม่ได้ไปผุดไปเกิด คงจะมีความหลังเยอะพอสมควร ที่ญี่ปุ่นเราก็มีความเชื่อเรื่องผีเด็กเหมือนกัน ในสมัยโบราณ ถ้าผู้หญิงไปทำแท้ง เขาจะทำตุ๊กตาชื่อ 'เคชิ' ขึ้นมา เพื่อเป็นตัวแทนของเด็ก เป็นการปลอบใจดวงวิญญาณเด็กที่เสียชีวิตไปแล้ว ถ้าถามว่าผีไทยหรือผีญี่ปุ่นน่ากลัวกว่ากัน ผมว่าพอๆ กัน"

เรียวตะ ยังบอกด้วยว่า ชาวญี่ปุ่นจะไม่ค่อยสนใจวันฮัลโลวีนเท่าไร เพราะเป็นวัฒนธรรมตะวันตก แต่ทุกๆ ปี ที่ญี่ปุ่นจะมี "เทสึบ้ง" เทศกาลโยนถั่วไล่ยักษ์เพื่อปัดเป่าความชั่วร้ายอยู่แล้ว

แม่นากพระโขนง

ส่วนฝรั่งตาน้ำข้าวอย่าง โจนัส แอนเดอร์สัน นักร้องชาวสวีเดน บอกว่า ถ้าถามว่าเชื่อเรื่องผีหรือไม่ เขาเชื่อว่ามีจริง แม้ตัวเขาเองจะไม่เคยมีประสบการณ์เรื่องวิญญาณเลยก็ตาม แต่เขามั่นใจว่าทั้งหมดอยู่ที่ความเชื่อล้วนๆ

"อย่างพวกเรื่องฮันเตด เฮ้าส์ ที่ว่าบางคนเสียชีวิตไป วิญญาณยังอยู่แถวนั้น เพราะยังติดค้างอะไรบางอย่าง นั่นคือ 'ผี' อาจไม่ได้ตั้งใจจะหลอก เขาอาจอยากจะสื่อสารอะไรบางอย่าง แต่การลือกันไปมาให้น่ากลัว อย่างเช่นเรื่องผีดังๆ ของไทย 'แม่นาคพระโขนง' ซึ่งเป็นเรื่องราวที่ดังที่สุด คนไทยรู้กันทั้งนั้น ถ้าถามว่าระหว่างผีที่บ้านผมกับเมืองไทยกลัวที่ไหนมากกว่ากัน ผมว่ามันไม่น่าจะขึ้นกับสัญชาติของผี และยิ่งถ้าเราไปกลัว มันก็จะยิ่งมีอำนาจมากขึ้น"

โจนัสยัง เล่าด้วยว่า วันฮัลโลวีนเป็นกระแสจากอเมริกา เมื่อก่อนที่สวีเดนจะไม่ค่อยสนใจ แต่ช่วงหลังๆ นี้ การฉลองเป็นที่นิยมขึ้นเรื่อยๆ ในสวีเดน แม้จะมีประเพณียุโรปอย่างวัน "ออล เซนต์ เดย์" อยู่แล้วก็ตาม

ผีเข้า

ด้าน คริสตี้ กิ๊บสัน สาวเสียงดีจากประเทศฮอลแลนด์ ก็เป็นอีกรายที่เชื่อว่าผีมีจริง เพราะคุณพ่อของเธอเคยมีประสบการณ์ที่จู่ๆ ก็มีฝาแฝดคู่หนึ่งมาช่วยให้รอดพ้นจากการถูกโจรปล้นแล้วก็หายตัวไปอย่างลึกลับต่อหน้า
ต่อตา แต่ฝรั่งโดยส่วนใหญ่จะไม่ค่อยเชื่อกันสักเท่าไร ตัวเธอเองก็ไม่กลัว ดังเช่นคำบอกเล่าของไทยที่ว่า "ถ้ากลัวก็เจอ ไม่กลัวก็ไม่เจอ"

"เคยได้ยินเรื่องเล่าผีๆ จากเพื่อนคนไทยมาบ้าง ว่ามีคนเจอแบบนั้น แบบนี้ อย่างแม่ผ่องศรี วรนุช แกมีเรื่องผีเยอะมาก ฟังแล้วน่าสนใจ แต่เราไม่ค่อยกลัว ตัวคริสตี้เคยเจอคนโดนผีเข้า ก็คุยกับผู้หญิงคนหนึ่งอยู่ดีๆ สักพัก เสียงเขาก็กลายเป็นผู้ชายไป ท่าทางก็เปลี่ยนไป เราก็คิดว่าอะไรเนี่ย ไม่ถึงกับกลัว ถ้าเราเข้มแข็ง มั่นใจ ก็ไม่มีเรื่องที่ต้องกลัว แต่ถึงอย่างไรก็คิดว่าผีไทยน่ากลัวที่สุดแล้ว"

นักร้องสาว บอกต่อไปว่า ที่ฮอลแลนด์ก็มีตำนานวิญญาณเหมือนกัน แต่ไม่มากมายเช่นเดียวกับกระแสฮัลโลวีน ที่คนไทยดูจะนิยมมากกว่าคนดัตช์ และคงมีแค่ที่อเมริกาที่เดียวที่มีการฉลองเอิกเริก แทบจะเทียบเท่าคริสต์มาสเลยทีเดียว

และนี่เป็นเพียงตัวอย่างย่อยๆ ให้รู้ว่าอย่างน้อย "ผีไทย" ก็ชนะเลิศอยู่ในใจชาวต่างชาติเขาล่ะ

http://www.komchadluek.net/2006/10/31/f001...p?news_id=60462

 



วันนี้ทำไดยาวโครต ฮ่าๆๆ

อ่อ มีอีกเวปนึงครับ เกร็ดเล็กๆน้อยๆ เกี่ยวกับญี่ปุ่นครับ

http://my.dek-d.com/Writer/story/view.php?id=181315

ขอจบไดไว้เพียงเท่านี้ล่ะครับ

อิอิ ซาโยนาระ


     Share

<< - ๏ เซ็ง เซ็ง เซ็ง ๏ -๏ จะกลับกทม.แล้วววว ๏ >>

Posted on Sun 25 May 2008 0:35


 

 

Name :
Email :
URL :
Comment :
กรอกข้อมูลก่อนส่ง CAPTCHA Image
Refresh