. .

 

 

 
 
วันนี้ไม่มีอะไรครับ
 
ยกอะไรมาเก็บไว้ในนี้
เผื่อว่าเวลาไรท์ซีดี มันจะติดไปด้วย
 
เรื่องเก่าๆ ที่แม่เคยเขียนไว้
มากมาย
หายไปกับ server เจ๊งๆ ของ webmaster นานแล้ว
 
 
T_T
 
 
 
 
 
 
วงสวิงที่หายไป


เมื่อค่ำวานก่อนจะกลับบ้านแวะไปหาอะไรกินกับพี่ที่ทำงาน
กินข้าวก็แล้ว คุยก็แล้ว เวลาก็ยังไม่ผ่านไปสักเท่าไหร่ เลยไป drive golf กันต่อ

ผมนั่งนิ่งๆ จิบชามะนาวในเหยือกใบโต แอบดูวงสวิงของชายหนุ่มที่มาด้วย
วงสวิงสวยจริง ถึงบางครั้งจะดูหลุดๆ หลงๆ ไปบ้าง
ได้มานั่งดูใคร drive golf เป็นต้องนึกถึงหนังเรื่อง "The legend of Bagger Vance" ทุกที
และแอบคิดว่ามีใครสักคนกำลังตามหาวงสวิงที่หายไปของตัวเองอยู่หรือเปล่า

บางคนก็ยังคงหาวงสวิงของตัวเองไม่เจอ. . .และอาจจะหาไม่เจอเลยตลอดทั้งชีวิต
ขณะที่บางคนอาจจะเคยหาเจอ แต่แล้วก็เผลอทำมันหายไป

ฟังเสียงของหัวใจของตัวเองให้ดี
ปิดตาให้สนิท เปิดใจให้กว้าง
ลดความจองหองอวดดี ฟังคำแนะนำของคนอื่นบ้าง ฯลฯ
แล้วจะตามหา "วงสวิงที่หายไป" ของตัวเองเจอ

หนังได้อารมณ์ประมาณ a river runs through it นั่นแหละ 
เรื่องนี้ผมดูแล้วคิดถึงเพื่อนคนที่ชื่อประกี้...ประกาย มั่นคง ทุกที ไม่รู้เป็นไร


เสาร์นี้นัดหมายกับน้องที่โรงเรียนว่าจะไปก๊งเหล้าด้วยกัน
มันดันไปไม่ได้เสียแล้วเพราะติดประชุม..ว๊า..ว่าจะหลอกพาไปลอยกระทงเสียหน่อย
เลิกมองพระจันทร์มาตั้งแต่วันขึ้น 7 ค่ำ ขี้เกียจนับเวลาคอย
รู้แต่ว่าพระจันทร์อ้วนขึ้น อ้วนขึ้นทุกคืน
อีกสองคืนข้างหน้าจะเต็มดวง

อันนี้ on M คุยกันกะไอ้น้องคนเดิม

"รู้ไหม วันที่ 8 พ.ย. น่ะ เป็นวันพิเศษของป้านะ"
"วันไรล่ะ วันเกิดเหรอ"
"ฮื้อ ไม่ช่าย นี่นายไม่รู้วันเกิดป้าหรอกหรือ"
"รู้สิ 5 ธันวาไง"
"เอ้อ เก่ง จำก็ได้ด้วย ไอ้ลูกลิง"
"งั้น...วันที่ป้ามีแฟนเอ้า"
"เอ้อ เอ้อ ใกล้ละ ใกล้ละ เกือบถูก"
"ใคร?"
"my ex-boyfriend"
"for-get-it"
ดูมันพูด -  กูลืมได้ กูจะมานั่งบ้าอยู่อย่างนี้เหรอ ไอ้น้องเวร

. . . . . .
"ไอ้ลูกลิง นายว่าสายน้ำมันไหลกลับได้มะ"
"สายน้ำที่ไหนไหลกลับได้ล่ะป้า"
"ก็นี่ไง ทำไมผักตบมันลอยสวนทาง เมื่อตอนเช้าไม่ได้ไปทางนี้สักหน่อย"
"อืม ใช้เวลากี่ปีนี่ป้า..กว่าจะรู้สัจธรรมอันนี้อะ"
"ก้อ..ตั้งกะ 8 พ.ย. เมื่อสี่ปีก่อนไงไอ้ลูกลิง ห้า ห้า"
"ป้านี่แม่งบ้าสมบูรณ์แบบ นับถือ นับถือ ผมแขวนป้าย Offline ดีก่าไม่คุยกะป้าละ"

 

สามแยก. . .



 

ดึกมากแล้วและรู้สึกว่าอากาศเริ่มเย็นลงกว่าตอนหัวค่ำ
ผมปั่นจักรยานมาจอดตรงข้างตึกและเดินเลาะไปตามทาง

"ไปถึงไหนมาวะ...นานชิบหาย กูคอยจนหายอยากแล้ว"
"สามแยก"
"ไปแค่สามแยกไม่นานขนาดนั้นมั้ง...แว่บไปแถวหอหญิงมาล่ะไม่ว่า"
"เอาน่า....จะกินก็อย่าบ่น....มา...กูชงเอง" ผมรีบตัดบท นั่งลงชงเหล้าให้พวกมันเป็นการ

แก้ตัว

แล้วผมก็หันไปเห็นเธอ...เจ้าของจักรยานสีม่วงที่จอดอยู่หน้าตึก
เธอนั่งหันหลังให้วงเหล้า และตั้งท่าตกปลาอย่างตั้งใจ
"ตกเป็นเหรอ" ผมเดินเข้าไปทัก...เธอหันมามองผมอย่าง งงๆ
"ไม่เป็นหรอก...มาก็ดีแล้วเกี่ยวเหยื่อให้หน่อยสิ" เธอส่งกระป๋องไส้เดือนให้ผม-กระป๋องไส้เดือนของ

ผม
"เฮ้ย...ทำไมเหลือแค่นี้....นี่เธอ...จะตกปลาหรือให้อาหารปลาน่ะ"
"ก็ตกปลาไง แต่มันตกไม่ได้เอง...ช่วยไม่ได้"
"ดีนี่แม่คุณ เอาไส้เดือนเพื่อนมาบริจาคเล่น กว่าจะขุดได้แต่ละตัว ยากนะรู้ไหม"
"งั้นเอานี่ตกแทนได้ไหม...ฉันช้อนได้ตั้งหลายตัว..." เธอส่งกระป๋องพลาสติกที่ใส่กุ้งฝอยตัวเล็กๆ

มาให้ผม
"เออ ช้อนเก่งนี่ อยากกินกุ้งเต้นไหม เดี๋ยวทำให้กิน" ผมว่า - เธอทำตาโตใส่พร้อมส่ายหัวดิก
"ม่ายล่ะ...กินไม่เป็น...กินเองเหอะ" แล้วเธอก็ทิ้งเบ็ด ลุกเดินออกจากศาลาไปดื้อๆ....

ผมมองตาม....เพิ่งรู้สึกว่าเธอก็น่ารักดี
ตัวป้อมๆ ผิวขาวๆ ดูดื้อและรั้นอยู่ในที
ถ้าได้เป็นแฟนคงต้องปราบกันนานกว่าจะอยู่หมัด

แล้วผมก็อดคิดถึงคนที่ผมปั่นจักรยานไปดักรอเมื่อตอนหัวค่ำไม่ได้
เธอเป็นคนสวย..ผิวคล้ำ ตาคม...โดยเฉพาะยิ้มที่หวานอย่างเหลือเกินนั่น
เพียงเห็นครั้งแรกก็ทำเอาผมกลับมาเพ้อได้เป็นค่อนเดือน

เฮ้อ...เพ้อเจ้ออะไรของผมนะ....ตกปลาต่อดีกว่า ไส้เดือนยังเหลืออยู่สองสามตัว
หรือจะปั่นจักรยานไปหาเครื่องมาทำกุ้งเต้นให้ไอ้พวกขี้เมาแกล้มเหล้าดีนะ...ไม่ล่ะ...ผมเปลี่ยนใจแล้ว

แล้วผมก็เอากระป๋องใส่กุ้งฝอยกลับไปที่สโมฯ
ตู้เลี้ยงปลาที่ผมเพิ่งเปลี่ยนน้ำเมื่อเย็นยังคงว่างอยู่ (ปลาที่ผมเลี้ยงไว้เพิ่งตายเมื่อตอนบ่าย)
ผมปล่อยกุ้งฝอยลงไป...ตั้งใจจะเลี้ยงมันไว้ดูต่างหน้า...เวลาคิดถึงใครบางคน

 

 

บางที. . .



 

บางทีผมก็ไม่รู้ว่าผมมาอยู่ตรงนี้ได้ยังไง

เมื่อเย็นผมยังนั่งแทะข้าวโพดหวาน
อยู่บนฝากระโปรงรถจี๊บที่จอดอยู่ริมบ่อสิบไร่อยู่เลย
และคิดว่าพระอาทิตย์ของต้นฤดูหนาวอย่างนี้
กลมโตและแดงสุกกว่าปกติ สวยดีเหมือนกัน
....แล้วอยู่ๆ ผมก็มาโผล่ที่นี่....
บางทีผมอาจเดินตามเสียงหวูดรถไฟมาก็ได้

ผมเห็นเธอเดินเข้าไปซื้อตั๋วโดยสาร
ปกติเธอใช้ตั๋วเดือนสำหรับนักศึกษานี่นา วันนี้เธอคงลืมเอามา
ผมตัดสินใจไม่เข้าไปซื้อตั๋ว ถ้ารถไฟมาผมก็จะแอบโดดตามเธอขึ้นไป
คนเยอะๆ อย่างนี้ นายตรวจมักหลงลืม และผมก็มีวิธีที่จะไม่ให้นายตรวจรู้
นายตรวจไม่รู้ แต่เธอจะรู้ไหมนะ

ผมเคยถูกเธอจับได้หนหนึ่ง
เธอหันมาเห็นและเดินเข้ามาถามผมตรงๆ
“จะไปไหนน่ะ กลับบ้านเหรอ เธออยู่หอไม่ใช่เหรอ”
ผมนึกคำแก้ตัวไม่ทัน เหมือนสมองมันตื้อไปเฉยๆ ผมเลยตอบเธอไปว่า
“จะไปวงเวียนใหญ่” เธอทำหน้างงๆ และไม่ได้พูดอะไรกับผมอีกเลยจนตลอดทาง
ถ้าวันนี้เธอหันมาเห็นผมอีก...ผมจะตอบเธอว่ายังไง

ผมยืนอยู่จนได้ยินเสียงเธอปิดประตูเหล็กหน้าบ้านเรียบร้อยแล้วจึงหันหลังกลับ
ผมเดินไปเรื่อยๆ ผ่านตลาด ผ่านสถานีรถไฟที่มีผู้คนพลุกพล่าน
เสียงหวูดรถไฟดังไล่หลังมาติดๆ ผมนึกอยากขึ้นรถไฟอีกครั้ง
คราวนี้ผมเข้าไปซื้อตั๋วโดยสารอย่างเป็นเรื่องเป็นราว
เลือกสถานีที่ไกลที่สุดเท่าที่รถไฟขบวนนี้จะไปถึง

ระหว่างทางผมนั่งเบียดกับป้าแก่ๆ และหลานตัวเล็กๆ ของแกอีกคน
ผมกำตั๋วรถขบวน วงเวียนใหญ่-มหาชัย ไว้ในมือ
สูดลมหอมๆ ของยามค่ำเข้าไปจนเต็มปอด
คราวหน้าถ้าเธอถามผมอีก ผมจะบอกเธอว่า...ผมจะไปมหาชัย

เส้นขอบฟ้าของผม



 

ภาคกลางคืน

ค่ำนั้น...ระหว่างที่น้ำค้างเม็ดเป้งร่วงลงมาไม่ขาดสาย
ฉันนั่งลงบนขอนไม้ ข้างๆ กองไฟ
ส่งแก้วกาแฟให้เธอรินน้ำร้อนจากกาต้มน้ำให้
เธอลุกไปหาฟืนมาเติมไฟ แล้วกลับมานั่ง...
ตรงที่ห่างออกไปจากที่เดิมเล็กน้อย
ฉันยิ้มและรู้สึกอยากฮัมเพลงที่เกี่ยวกับเส้นขอบฟ้าให้เธอฟัง

"เธอน่ะเหมือนเส้นขอบฟ้ารู้ไหม
ยิ่งฉันขยับเข้าไปใกล้เท่าไหร่
เธอก็ยิ่งขยับหนีออกไปให้ไกลเท่าเดิม....เท่านั้น"

ยิ่งดึกอากาศยิ่งหอม บางทีเพราะมันอวลด้วยความรู้สึกเก่าๆ
กลิ่นควันไฟปนกับกลิ่นบุหรี่ที่เธอสูบ
และกลิ่นสบู่จางๆ จากเรือนกายของเธอ
ทำให้คิดถึงเวลาที่ได้ซ้อนท้ายรถจักรยานของเธอไปไหนมาไหน
นั่นคือความใกล้ระหว่างกันเพียงสิ่งเดียวที่เธอยอมให้มี

ภาคกลางวัน

แล้วเราก็ออกเดินทางกันต่อ
หลังจากแวะเข้าไปซื้อเสบียงเพิ่มที่ตลาด
แดดร้อนเปรี้ยงและไม่มีรถผ่านมาสักคันเดียว
นอกจากรถสองแถวประจำทาง

ถนนคดเคี้ยวลาดชันขึ้นสู่ภูเขาที่อยู่ตรงหน้า
"มึงว่าถ้ากูปีนขึ้นไป จะถึงยอดนั่นไหมวะ"
ฉันมองตามปลายนิ้วที่คีบบุหรี่ครึ่งมวนไว้หลวมๆ ที่เจ้าตัวชี้ไปยังยอดเขา
"เมาแดดหรือไงวะ"
"กูไปจริงๆ นะมึง"
"ก็ไปดิ...กูจะนั่งคอยตรงนี้ กลับมาเมื่อไหร่แวะมารับด้วยแล้วกัน"

"แต่กูอยากกลับแล้วว่ะ"...เธอพูดขึ้นมาลอยๆ ระหว่างหันรีหันขวางมองหารถที่จะโบก
ฉันชะลอฝีเท้าลง ปลดเป้ลงจากไหล่ที่เริ่มล้า
"จะเอายังไง"
"เฮ้ย อีกตั้งหลายวันกว่าจะเปิดเทอม รีบกลับทำไมวะ"
"กูอยากกลับไปช่วยงานที่คณะ กลับไปเตรียมงานรับน้อง"
"เอางี้ ถ้าวันนี้หารถเข้าน้ำตกไม่ได้ โบกรถกลับเลยนะมึง"
"ตามใจ กูนอนรอแม่งตรงนี้แหละ" ฉันว่าพร้อมวางเป้ลงกับพื้นและล้มตัวลงนอน

ต้นส้มแสนรัก



 

ฉันเคยมีหนังสือเล่มนี้อยู่ในตู้หนังสือที่บ้าน อ่านผ่านๆ เพียงรอบเดียว
จำไม่ได้ด้วยซ้ำว่า ร้องไห้หรือเปล่าเมื่ออ่านจบ
จนวันที่ฉันถือวิสาสะโยกย้ายตัวเองเข้ามาอยู่บ้านเดียวกับเธอ
ฉันก็เจอหนังสือเล่มนี้อีกครั้ง “ต้นส้มแสนรัก”
มีใครคนหนึ่งส่งมาให้เมื่อนานมาแล้วและเธอก็เก็บรักษามันไว้อย่างดี
ในตู้หนังสือที่ฉันทำความสะอาดให้ทุกวัน

ฉันเพิ่งรู้ว่าต้นไม้ใบหนาหน้าบ้านที่ฉันรดน้ำพรวนดินให้อย่างสม่ำเสมอ
จนมันเติบโตงอกงามไม่ใช่ต้นมะนาวอย่างที่ฉันคิด มันคือ ต้นส้ม

วันที่ได้รู้ว่าเธอจะย้ายบ้าน ฉันก็เริ่มลงมือเก็บของ
“แล้วต้นส้มล่ะ”
“ไม่รู้สิ คงต้องดูก่อนว่าจะทำยังไงได้บ้าง”
“ถ้าเธอย้ายต้นนี้ไปด้วยไม่ได้ เธอจะหาต้นใหม่มาปลูกแทนหรือเปล่า”
“คงไม่หรอก”

ฉันยกกระเป๋าใบสุดท้ายขึ้นรถ ก่อนจะเดินไปบอกลาเธอ
“ต้นส้มของเธอโตขึ้นมากแล้วนะ แต่ฉันไม่เคยเห็นมันออกลูกเลย”
“ไม่เป็นไรนี่ ฉันไม่ได้อยากได้ผลส้ม ฉันแค่อยากให้มันเป็นต้นส้มของฉันก็เท่านั้น”
“ฉันรู้....ฉันไปแล้วนะ”
“เธอจะไปจริงๆ น่ะเหรอ ทำไมล่ะ ฉันซื้อบ้านหลังนี้ก็เพื่อเธอนะ เราจะได้อยู่ด้วยกันไง”
“ฉันรู้ บ้านนี้กว้างขวางน่าอยู่ เหมาะสำหรับต้นส้มของเธอมาก แต่มันไม่เหมาะกับฉันหรอก”

- - รักคนอื่น อย่ามากอดฉันเลย. . .นะเธอ - -

. . .พัก. . .



 

. . .เช้าวันธรรมดาที่ฝนตก. . .
อากาศเย็นสบายจนรู้สึกไม่อยากไปไหน
เช้านั้นฉันนั่งเขี่ยข้าวในจานเล่นอย่างเบื่อๆ
พลางแอบมองกระเป๋านักเรียนที่วางอยู่บนเก้าอี้ข้างตัว
พ่อยังคงก้มหน้าก้มตาตักข้าวเข้าปากอย่างเร่งรีบ
"รีบกินสิลูก เดี๋ยวไปโรงเรียนสายนะ"
"ไม่ไปได้ไหมพ่อ วันนี้ไม่อยากไปโรงเรียน"
พ่อไม่ได้ว่าอะไรก้มหน้ากินข้าวต่อจนหมดจาน แล้วพูดแค่ว่า
"อิ่มหรือยัง พ่อจ่ายตังค์ล่ะนะ จะได้กลับบ้านกัน"
ฉันยิ้มร่ารีบคว้ากระเป๋าวิ่งแจ้นไปรอที่รถก่อนใคร
"แล้วพ่อช่วยเขียนใบลาป่วยให้หนูด้วยล่ะ พรุ่งนี้จะเอาไปให้คุณครู"

. . .เช้าวันธรรมดาที่ฝนยังไม่หยุดตก. . .
เป็นเช้าที่ฉันโตเกินกว่าจะให้พ่อเขียนใบลาป่วยให้ในวันที่อยากจะเกเรียนแล้ว
ฉันโตมามากเกินไปจนเริ่มรู้สึกอยากจะเกชีวิตเสียมากกว่า
ในวันธรรมดาที่ฝนไม่ยอมหยุดตกเสียทีนี่แหละ
ฉันอยากจะขอลาพักจากชีวิต . . .สักวัน. . .นะ


 

คนแปลกหน้าของวันวาน



 

18 กันยา ไม่ปรากฏปี
ตอนค่ำๆ มีคนโทรมาหา ไม่บอกก็รู้ว่าใคร
ไม่โทรเข้ามือถือ ไม่โทรเข้าเบอร์ส่วนตัวที่ห้อง
โทรมาแต่เบอร์ที่อยู่ในหนังสือรุ่นนั่นแหละ
คนที่ฉันคุยด้วย. . .เหมือนเป็นคนที่ฉันไม่เคยรู้จัก
ฉันเลยเรียกเธอว่า "คนแปลกหน้าของวันวาน"

วันแรกที่เธอโทรหา ไม่ได้ดีใจอะไรมากมายนัก
ออกไปทางแปลกใจเสียมากกว่า
มากเสียจนต้องหยิบสมุดบันทึกมาจดวัน/เดือน/ปี เอาไว้
และเขียนต่อท้ายสั้นๆ ไว้ว่า "เธอโทรมา"

วันหนึ่ง ผู้ชายของฉันเปิดมาเจอบันทึกหน้านั้นเข้า
และโดยไม่ได้ถาม. . .เขาฉีกมันทิ้ง
"จดเอาไว้ทำไม สำคัญอะไรนักเหรอ"
"เปล่านี่ อยากฉีกก็ฉีกไป มันก็แค่กระดาษ"
"ถ้าทำได้ฉันอยากฉีกหัวใจเธอมากกว่า เพราะเธอจดมันไว้ในนั้น ไม่ใช่ในกระดาษ..ใช่มั้ย"
-โคตร-หา-เรื่อง-เลย- (แล้วดันเป็นเรื่องจริงเสียอีก เถียงไม่ออกว่ะ)

7 พ.ย. 46
"คนแปลกหน้าของวันวาน"
กำลังจะกลายเป็นคนแปลกหน้าของวันนี้
คุยกันมาจะครบสี่ปีอยู่พรุ่งนี้แล้ว
ขอไม่แปลกหน้าสำหรับกันสักวันได้ไหม?

อธิบายท้ายเรื่อง

8 พ.ย. 42 เป็นวันแรกที่พ่อโทรกลับมาหาแม่
หลังจากเลิกร้างกันไปเกือบสิบปี
ไม่เคยติดต่อกัน ถ้าไม่จำเป็น (ซึ่งก็ไม่เคยจำเป็น)

รู้ว่าพ่อต้องรวบรวมความกล้าอย่างมาก
อาจจะทั้งหมดเท่าที่มีอยู่
ในการกดเบอร์ข้ามขอบโลกมาหาแม่ในครั้งนี้

ไม่คุยดีๆ ด้วย แม่ก็ด่าพ่อเปิงไปก็เท่านั้น
สิ่งที่พ่อกลัวที่สุดก็คือปากมอมๆ ของแม่นี่เอง
เพราะคุยด้วยทีไร รู้สึกให้เจ็บจี๊ดไปถึงขั้วหัวใจทุกที

จากวันนั้นก็ได้คุยกันอยู่ทุกบ่อย (พ่อขยันโทรมาม๊ากกกก จนผิดปกติ)
แต่ไม่มีวันไหนเลยที่แม่ไม่รู้สึกว่า พ่อก็แค่คนแปลกหน้าของวันวาน

ปลายฝน. . .



 

18 กันยา 43

วันนี้ที่ที่เธออยู่ฝนตกหรือเปล่า
จะเข้าฤดูหนาวแล้วหรือยัง
เธอว่าปลายฝนต้นหนาวมันเป็นยังไง ฮึ
คล้ายๆ คนเข้าวัย 30 และ/หรือคนเข้าใกล้ๆ วัยนั้นอย่างเราๆ ไหม
มันเป็นอย่างไร ไอ้ปลายฝนต้นหนาวนี่น่ะ
ฉันว่ามันเป็นความรู้สึกที่ดีออกกระไร
มันสดชื่น เหมือนความรักเมื่อเริ่มงอก
(ไม่ว่าจะงอกแบบเต็มภาค หรือ แอบๆ งอกก็ตามที)
มันอุ่นอวลอยู่ในหัวใจ ทั้งที่ลมเย็นรื่นสัมผัสผิวเนื้อผิวตัวอยู่อย่างนี้แท้ๆ
เหมือนจะเหงาแต่ไม่เหงา. . .เหมือนจะเศร้าแต่ไม่เศร้า
แล้วมันไม่ดีตรงไหน หรือ?

ฉันชอบออก ฤดูที่เหมือนจะฝนก็ไม่ฝน จะหนาวก็ไม่หนาว
และทุกคราวที่ฝนตก ลมที่พัดมาจากทางเหนือก็ดูจะหนาวๆ
คล้ายๆ คนที่มีความสับสนอยู่ในตัวเอง
.  . .เหมือนอย่างฉันไง. . .

แล้วเวลาที่ลมหนาวมาทายทัก
กลับบอกไม่ถูกว่ารู้สึกอย่างไร
เป็นได้อย่างนี้ทุกที ทุกหนาวสิ
มันร้าวๆ เหงาๆ
ไม่รู้มาจากไหน แต่ให้รู้สึกอย่างนี้ได้ทุกปี
คงมาจากความรู้สึกที่เก็บเอาไว้ เมื่อคืนนั้นกระมัง

คืนที่ลมพัดเย็นตลอดทั้งคืน
ปลายมกราต่อกุมภา. . . เทศกาลเกษตรแฟร์
คืนที่ฉันอุตรินั่งสีซออยู่ที่ซุ้มนิทรรศการ
ไม่เป็นเรื่องเป็นราวหรอก
ใจก็ไม่ได้อยู่ตรงนั้น
มีใครบางคนอยู่ใกล้ๆ
ก็ใกล้ประมาณ ใกล้ตาไกลตีนนั่นละ
เขา-ไม่ได้ทำงาน แต่ง่วนอยู่กับอะไรบางอย่าง
ฉัน-มือก็สีซออยู่นี่ ใจและสายตาก็ไปตรงโน้น
ที่ที่ฉันนั่งเป็นทางลม พัดมาแต่ละที ร้าวเข้าไปในกระดูก
แต่ก็ยังไม่เท่าความรู้สึกในใจนี่หรอก
เย็นชากันชิบหายเลย - แค่เลิกเป็นแฟนกันต้องขนาดนี้เลยเหรอวะ
ความทรงจำเกี่ยวกับลมหนาวมันก็เลยร้าวๆ เสียอย่างนี้

หรือจะเป็นคืนที่อุตริ (อีกแล้ว)
ไปนั่งกินเหล้าที่ข้างตึกใหม่ (เดี๋ยวนี้เก่าแล้ว)คณะมนุษย์
แรกๆ ก็ไม่อะไรเท่าไหร่
มารู้อะไรบางอย่างเกี่ยวกับ "เขา" ผ่านทางเพื่อนสนิท
(สมัยนั้น-ที่เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยสนิทแล้ว)
มันก็เลย "เท่าไหร่" ขึ้นมา
เอ้อ เพิ่งรู้เหมือนกันนะว่า เหล้าเนี่ยยิ่งกินก็ยิ่งหนาว
เป็นเพราะหนาวมาจากข้างใน หรือข้างไหนๆ ก็ไม่รู้

เพื่อนที่แสนดี (ในเวลานั้นอีกแหละ)
สู้อุตส่าห์ปั่นจักรยานกลับไปเอาผ้าห่มที่หอมาให้
แล้วอย่างนี้ความทรงจำเกี่ยวกับหน้าหนาว จะร้าวหรือจะอุ่นดีหนอ
คงไพล่ไปทางร้าวเสียมากกว่า
ขนาดที่ผ้าห่มผืนใหญ่เอาไม่อยู่ก็แล้วกันน่า

คราวนี้พอผ่านลมหนาวจะกี่คราวก็. . .ยังเหมือนเดิม
ไม่มีใครให้ใจอุ่น. . . กิ้ว กิ้ว. . .

ไม่ใช่ก็คือไม่ใช่



 

อยากคุยกับเธอ
แต่ดูเหมือนเธอมีเรื่องคุยกับฉันน้อยเหลือเกิน
หรือเพราะเราห่างกันเกินไป
เกินกว่าจะสานต่ออะไร-อะไรกันได้

อยากไปค้างแรมในป่ากับเธอ
กางเต๊นท์อยู่ด้วยกัน
นั่งข้างกองไฟ ชงกาแฟกลิ่นกรุ่นให้เธอดื่ม
แล้วอยู่ด้วยกันเงียบๆ กับความคิดของตัวเอง

เธอนอนเต๊นท์โน้น ฉันนอนเต๊นท์นี้ และแอบคิดถึงกัน
ฉันน่ะ เคยแอบคิดถึงเธอ
แต่สาบานได้
ฉันว่าเธอไม่เคยคิดอย่างนั้นกับฉันเลย

คราวนี้
ฉันคงอยู่กับความคิดของตัวเอง
และแอบคิดถึงใครคนอื่น. . .คนนั้น
ที่ไม่ใช่เธอ

     Share

<< [569] - ไปเซียร์ ไปบางโพธรรมะในสวน >>




Posted on Tue 18 Mar 2008 21:14



 

 

 

 

 

 

 


[574] - เรื่องที่ไม่รู้
ไม่ได้เป็นอะไรนะ
ไปโรงพยาบาล
ไปรับพี่กั๊ต
ธรรมะในสวน
. .
[569] - ไปเซียร์ ไปบางโพ
[568] - งานศพ
อยากไปรร.จริงเหรอครับ
[566] - camp 'o mania
[565] - อย่าให้ฉันทนไม่ไหวไปกว่านี้นะ

 

 






 


 

 



Theme design by :
plengpleng's diary