Diary : 08 | 02 | 08

Diary 08 02 08

            สวัสดีตอนเช้า การเดินทางปลอดภัยดี ไม่มีภัยใด ๆ น่าห่วง คาดว่าวันนี้จะไม่ลืมอะไร (แต่ก็ลืมจนได้ ไว้เล่าเขียนตอนท้ายละกัน)

 

            แม่ทักตอนกินข้าวว่า ทำไมหน้าคล้ำ ๆ ทาแป้งแล้วเหรอ ฉันก็ตอบไปว่าทาแล้ว ที่จริงฉันลืมทาครีมอีกตัวน่ะ มันก็เลยขาดไป เลยหน้าไม่ติดแป้ง T_T

 

            เดินจนถึงห้องอินเตอร์เน็ท (ที่เดิม) เพลงชาติก็ยังไม่ขึ้น เอ๊ะ! วันนี้ไฟดับรึเปล่าหว่า แต่ก็มองดูนาฬิกาในโทรศัพท์ก็พบว่าอีก 4 นาที แปดโมงเช้า เย้! วันนี้ฉันชนะธงไตรรงค์... O_0

 

            บอกเพื่อนรักว่า ถ้าจะให้ช่วยดูงาน ก็ให้มาแต่เช้า และแล้วเธอก็มาเกือบห้าโมงเช้า ห้องเน็ทเต็มเสียแล้ว เธอเอาโน๊ทบุ๊คน้องสาวมาใช้ แต่ไม่มีเมาส์ (มันจะเอามาทำไมฟร๊ะ) แถมเราได้ถือของมันอีก แต่ดีที่โน๊ทบุ๊คตัวนี้ไม่หนักเท่าไหร่

 

            ไม่หนักเท่าของใครบางคน ที่ช่วยถือให้ตอนเดินห้างละมั๊ง...

 

            ฉันก็นั่งอยู่ที่เครื่องเดิมฉัน แล้วคุณเพื่อนก็เรียกให้ไปนั่งเครื่องใกล้กัน เพราะจะได้ถามสะดวก ๆ สุดท้าย เครื่องที่มันให้ฉันนั่งก็ เป็นเครื่องโบราณ อยู่เกือบหลังห้อง ก็ได้แต่ทน ๆ นั่งจอที่มีการแสดงผลที่ 800 x 600 ช่างอนาถใจจริง ๆ จอก็เป็นคลื่นไหล ๆ ด้วย และพอมานั่งใกล้ ๆ ก็เสือกไม่ถาม ให้ฉันนั่งอยู่หน้าคอมเส็งเคร็งปวดตาไปจนถึงบ่ายสองโมง

 

            ทนไม่ไหว เลยบอกว่าจะไปต่อร้านเน็ท ที่นี่คนเยอะ เน็ทโดนดึง ไอ้ที่จริง คุณเพื่อนมาห้องเน็ทแต่ก็ใช้โน๊ทบุ๊คทำ และมาแอบถอดเมาส์มหาลัยมาเสียบอีก จนถึงบ่ายสองก็ยังทำไม่เสร็จ มัวแต่แต่งให้สวยงาม ทั้งที่มีเวลาจำกัด

 

            ฉันนิ่งเงียบทั้งวัน แทบไม่พูดไม่จา เพราะเหนื่อยและหน่าย กับความอืดอาด ยืดยาด ที่เหมือนไม่เกรงใจคนรอ ฉันไม่แปลกใจจริง ๆ ที่คุณเพื่อนคนนี้คบใครได้ไม่นาน ตีกรออยู่บ้าน ถามว่าจะมาเมื่อไหร่ เสร็จรึยัง แล้วก็ยังมาหน้าบึ้งอารมณ์เสียใส่คนอื่นอีก ทั้งที่คนอื่นรอคุณคนเดียว

 

            ตอนเช้าคุยกะเจ๊ หลายเรื่อง เงินที่เจ๊โอนมาก็เหลืออยู่ประมาณสามร้อย ตอนแรกไม่คิดว่ามันจะเหลือแค่นี้ แต่หลังจากใช้หนี้ไปแล้วก็เหมือนยกภูเขาออกจากอกไปเสียที ขอบคุณค่ะ _/|_

 

            เมื่อวานเขียนเรื่องพี่อ้อยไป เจ๊ก็เลยถามถึง คุยไปคุยมาก็ชักหวั่นใจ ไม่อยากไปฝึกงานที่นั่นเท่าไหร่แล้ว ไม่อยากมีปัญหา แต่ก็ได้เกรดง่าย และก็ไม่มีที่ไปแล้วด้วย ฉันกลัวว่าความห่างจะไม่ทำให้เรากลายเป็นแค่พี่กับน้องอย่างที่ควรเป็นนี่ซิ หากอะไร ๆ หวนกลับมา คนใจง่ายอย่างฉันฉันจะทนได้มั๊ย ฉันจะทำใจได้มั๊ยหากในใจมันคิด แต่จะพยายามไม่แสดงออก ฉันไม่อยากนั่งที่เก้าอี้ตัวนั้นอีก ไม่อยากเห็นหน้า แต่ก็ยังอยากมอง ไม่อยากกลับไปเป็นเหมือนเดิม ไม่อยากให้พี่อ้อยพาไปกินข้าว ไม่อยากให้ไปส่ง ไม่อยากนั่งรถคันนั้น ไม่อยากได้กลิ่นน้ำหอมเดิม ไม่อยากเข้าไปในห้องนั้นอีก อย่าเข้าใกล้นู๋เลยนะ วันนี้นู๋อยากอยู่คนเดียวแล้วจริง ๆ

 

            บางสิ่งบางอย่างก็ถึงเวลาต้องทิ้งไว้ข้างหลัง ทิ้งไป ให้ใจเป็นอิสระ แต่ก็ยังไม่พร้อมจะให้ใจที่เพิ่งว่างเปล่า มีใครเข้ามาทำให้หวั่นไหวอีกครั้ง ฉันหวังไว้ว่าหากต้องหวั่นไหวอีกครั้ง ใครคนนั้นอาจได้ไปทั้งใจฉัน ซึ่งฉันคิดว่ามันยังไม่ถึงเวลา...

 

            วันนี้มีคนขโมยกางเกงในพี่ตะอุ่น ใครนะมันช่างกล้าเอาไป ใครช่างกล้าคลั่งไคล้กางเกงลิงคุณยายลายลูกไม้ อ๊าก!!! ล้อเล่น หวังอย่างยิ่งว่าให้มันปลิวหาย หรือไม่ก็ให้ผู้หญิงเอาไปใส่ อย่าให้เป็นพวกโรคจิตเลยนะ ไม่อยากให้พี่สาวทั้งสองคนของฉันต้องเป็นเป้าสายตาของคนไม่ดี จะว่าไปก็เสียดายแฮะ อยากเห็นใครใส่แบบนั้นให้ดูมั่ง O_0 หายังไม่ได้เลย หุหุหุ เอาไว้ก่อนละกัน

 

            พอรู้ตัวอีกทีก็ “วันนี้ไม่ได้กินข้าวเที่ยง” เพราะต้องรอเพื่อนทำงาน ไม่มีเวลากิน หิวไส้ขาดก็ทิ้งเพื่อนไปไม่ได้ ออกมาร้านเน็ทก็เลยสั่งกาแฟปั่น แบบว่าอยากเดินเอาไปตบหน้าคนขายมาก ๆ ไม่อร่อยเลยอ๊ะ ไม่ขม ไม่หวาน ไร้รสชาติสิ้นดี เสียดายเงินT_T กินโค๊กซะก็ดี ถูกกว่าด้วย T_T

 

            ตอนบ่ายโทรศัพท์ดังสองครั้ง ครั้งแรก ชาญโทรมา ฉันก็เลือกที่จะไม่รับสาย ครั้งที่สองเกือบปล่อยให้สั่นทิ้งไว้แบบนั้น แต่ก็ไม่รู้ทำไมเอะใจว่าอาจคนอื่น พอหยิบมาดูก็พบว่า “นกเล็ก” เลือกรับสายโดยไม่ลังเล นกเล็กบอกว่า “ส่งหนังสือให้แล้ว ตั้งแต่เมื่อวาน” ก็ไม่ได้คุยอะไรมากมาย มัวแต่ตกใจรับไปแบบไม่คิดอะไร คิดอะไรไม่ทัน ไม่ทันได้ถามอะไรนัก เงียบไปเป็นช่วง ๆ ทั้งสองคน แต่ก็ไม่นานนัก คุณบอกว่ากำลังไปเรียน อยากถามว่าสบายดีมั๊ย อยากบอกว่าคิดถึง แต่รู้ดีว่าไม่ควรพูดไป ก็เลือกที่จะเงียบคงดีกว่า แต่ในใจก็ยังอยากให้รู้อยู่ดี คุณถามว่าทำไมเงียบจัง อยู่ที่ไหน ไม่มีเรียนเหรอ (ตารางเรียนที่ให้ไปก็คงบอกแบบนั้น) ก็บอกไปว่ามาช่วยเพื่อนทำงาน ซึ่งตอนนั้นกำลังเหนื่อยเรื่องเพื่อนพอดี คุณบอกว่าถ้าได้รับแล้วให้บอกด้วย เพราะไม่ได้ส่งไปกับไปรษณีย์ แต่ส่งมากับบริษัทแทน (หวั่นใจกลัวมันมาไม่ถึง) ก็รับปากว่าจะบอก แต่ไม่รู้จะให้บอกยังไง ไม่มีทางไหนปลอดภัย คุณบอกส่งข้อความมาบอก แต่ฉันว่านั่นน่ะ ยิ่งอันตรายนะ เอาเป็นว่าจะจุดธูปไปบอกละกันนะ ความเงียบครั้งสุดท้าย ก็กลายเป็นการสิ้นสุดการสนทนา ต่างคนต่างไป ไม่มีค่ำว่าคิดถึงออกจากปากทั้งสองคน...ยังคงคิดถึงคำพุดแหบ ๆ เบา ๆ นั้นอยู่ อยากบอกไปว่า “เหมือนกันนะ” อย่างที่เคยตกลงไว้เมื่อวันก่อนว่าถ้าไม่บอกว่าคิดถึงก็บอกว่า ”เหมือนกัน” แทน แต่ก็ไม่ได้พูดไป วันนี้เลือกที่จะเงียบ

 

            พอวางสายก็นึกได้ว่า “ลืมขอบคุณ” มัวแต่พูดอะไรไร้สาระอยู่ได้ ไม่รู้จักคิด ก็เลยส่งข้อความไปบอก เพราะคุณคงไมได้อยู่กับเน

 

            ส่งไปบรรทัดเดียวเท่านั้น ที่พิมพ์ไปมากกว่านั้น แต่ก็เลือกลบทิ้งไป ไม่อยากให้อะไร ๆ แย่ลงกว่าที่เป็น หวังว่าเธอคงรู้ได้เองว่าฉันรู้สึกดีที่ได้ยินเสียงคุณอีกครั้ง

 

            ขอบคุณนะคะ จะรอรับหนังสือค่ะ

 

            ถึงกำหนดส่ง สี่โมงเย็น งานไม่เสร็จตามคาด มีสอบสี่โมงเย็นพอดีก็เกือบไปไม่ทัน ตั๊กอารมณ์เสียแต่ก็พูดไม่ได้ เอางานไปส่ง อาจารย์บอกว่าหักคะแนนเป็นวัน นี่ก็รออยู่ว่าทำไมเธอไม่มาส่ง ก็อาจารย์คนที่บอกว่า ถ้าฉันเป็นผู้       ชาย ฉันคงได้แอ้มอาจารย์ไปแล้วล่ะ

 

            แล้วสิ่งที่ลืมก็คือแบบฝึกหัดวิชา สุนทรียภาพ ช่วงทำข้อสอบ อาจารย์ให้นั่งรวมหัวกันใต้ต้นไทรหน้าตึกศิลป์ ไม่เชิงลอกกัน แต่แอบปรึกษากันแบบไม่ให้อาจารย์รู้เฉย ๆ

 

            แล้วไอ้เสือก็ออกลาย

 

            เดินมาช้าไม่มีที่นั่ง มองเห็นสาวคนนึงที่ชอบมองฉันตอนเรียนในห้อง ฉันก็เลยไปขอนั่งด้วยเพราะโต๊ะนั้นมีสองคน (ถ้าไม่ไปก็คงนั่นพื้นนั่นแหละนะ) คุยกันปกติ ฉันจะพูดค่อยพูดเบาแค่ไหน ก็ยังเข้าหูคุณเธอเป็นระยะ ฟังฉันทุกคำว่างั้นเหอะ ชอบมองหน้าบ่อย ๆ แล้วยิ้มคนเดียว (อีนี่บ้ารึเปล่าวะ) จะว่าสวยมั๊ยก็ไม่นะ อยู่ในขั้นดูดีเฉย ๆ หุ่นดีอันนี้ไม่ขอเถียง (ตรงเดียวนี่แหละที่ชอบ) สูง ผอม ผมยาว หน้าตาก็พอได้นะ แต่ไม่รู้สิไม่ชอบเท่าไหร่หรอก แค่มาขอลอกข้อสอบ (จริง ๆ แล้วคนนี้เป็นเพื่อนแคท กิ๊กเก่า และเป็นเพื่อนดาว ที่เกือบเป็นกิ๊ก สาวสวยมากกกก....คนที่แฟนหน้าเหมือนเกย์ทำงานอยู่เมเจอร์ คนที่ตรวจจะกระเป๋านกเล็กกะตรวจเบนซ์น่ะ และก็เป็นเพื่อนเจี๊ยบอีกที) สรุปว่าจีบไม่ได้เพราะไม่ปลอดภัย

 

            ดูท่าเธอจะอ่านหนังสือมามากโข ซึ่งฉันไม่ได้อ่านซักตัว T_T ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสอบ T_T ตรงที่ฉันนั่งหันหน้าไปทางทิศที่แดดส่องเต็ม ๆ ถูกช่วงที่มีเพื่อนผู้ชายมาอีกสองคน เลยต้องขยับให้นั่งด้วย และได้โอกาสหนีแดด เลยไปขอนั่งข้าง ๆ เธอคนนี้

 

            เอ่อ.. นั่งทำข้อสอบแบบ นั่งใกล้กันเกินไปนิดหน่อย ประมาณว่าช่วยกันทำอยู่สองคน ไอ้เราก็ล่อไปซะ หน้าเงี้ยแทบจะติดกัน แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรหรอก แค่มาลอกข้อสอบ และก็ได้ผลดีเสมอ เธอตั้งใจหาคำตอบ เพราะกลัวสมาธิเตลิด มีช่วยฉันลบข้อผิดด้วยนะนั่น สบายจริง ๆ ก็แค่นั้นแหละ สอบเสร็จแล้วก็กลับไม่ได้พูดอะไร ช่วงนี้เสือจำศีล หยอกได้แต่ไม่กิน เสือกลัวอ้วน... :P

 

            ฉันกับก็มาระบายเรื่องใส่กัน ว่าทำไมมันทำไม่เสร็จซะที งานมีกำหนดแต่ก็ทำไม่ทัน ทั้งที่ควรทัน ซะตั้งแต่เมื่อวานแล้ว ยังจะมาอารมณ์เสียอีก พวกกุผิดอะไรว๊ะ

 

           

            วันนี้ฉันกับตัวตนใหม่บนบล็อกใหม่ ในสถานที่เดิม เลือกรับเพื่อนอีกหนึ่งคนคือ พี่อุ้ย คนที่เข้าใจฉันเช่นเดียวกับเจ๊ะ เพียงแต่ไม่ได้คุยกันสนิทเหมือนเจ๊เท่าไหร่ พี่อุ้ยก็เข้าใจสิ่งที่ฉันทำ  ไม่ได้ห้าม ไม่ได้ถามอะไร เพียงแค่บอกว่า “เพราะคนนั้นเหรอ แต่ถ้าไม่หายไปก็ดีแล้วล่ะ แล้วพี่จะเยี่ยมที่บล็อกนั้นละกันนะ” และคนที่คาดว่าจะแอดเพิ่มอีกหนึ่งคนคือพี่หมูดี คนที่ฉันไปหลงใหลในแคนโต้ที่บล็อก Anywhere is

 

            คนที่ฉันเลือกคุย ไม่อาจใช่ทั้งหมดทั้งปวงที่มีอยู่ บางคนก็ไม่อาจพูดคุยถึงเรื่องอ่อนไหวได้ แต่บางคนก็ไม่ได้อยากคุยมากนัก แต่ก็ยังต้องคุยต่อไป

 

            คนที่ฉันเลือกบอกตัวตนฉัน คือคนที่ฉันเชื่อใจและยังอยากไปติดตามชีวิตเขาอยู่ และเขาก็ยังคงอยากรับรู้เรื่องราวของฉันเช่นกัน

 

            ตอนแรกยังไม่ได้บอกใครจริงจังเพราะ ยังไม่รู้จะไปสิงอยู่ที่ไหนดี บล็อกและไดอารี่ในประเทศนี้ฉันไปแปะมาหมดแล้ว รวมทั้งของต่างประเทศก็ไปบ้าง กลายเป็นว่าช่วงที่ฉันไม่บอก ฉันไม่อยากให้ใครรู้

 

            เจ๊ไปรู้เองว่าฉันมีตัวตนอยู่ที่นี่ ทั้งที่ฉันยังไม่ทันได้บอก ก็รู้สึกผิดที่บอกช้าไป เจ็เลือกที่จะไม่แสดงตัวตนในตอนแรกนั้น ฉันเข้าใจ อาจเพราะคิดว่านี่เป็นสถานที่ส่วนตัว ไม่อยากให้ใครไปยุ่ง  แต่ฉันก็ไม่ได้เขียนให้ใครอ่าน ฉันแค่บันทึกประจำวันของฉันเท่านั้นเอง หากเป็นเหมือนการส่งสารในคำพูดบางคำ นั่นคือสิ่งที่ฉันคิดอยู่และก็เขียนมันลงไปเพราะมันคือความรู้สึกของฉันเอง ไม่ใช่ของใคร ฉันเลือกที่จะเปิดเผยต่อสถานที่ของฉันก็เท่านั้น

 

            จริง ๆ แล้วฉันรู้สึกดีที่ มีคนสนใจชีวิตฉัน ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด แค่เพียงอยากรู้ว่าวันนี้ฉันยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ ก็คงแค่นั้น การแสดงความคิดเห็นในเรื่องที่ฉันสับสน เป็นว่ามันเป็นโชคของฉันนะที่ฉันยังมีค่าในสายตาของใครบางคน

 

            ผ่านไปที่บล็อกปลาก็พบว่า มีลิงค์ส่วนตัวฉันอยู่ที่นั่น ไม่เป็นการดีเท่าไหร่หรอก เพราะชาญก็มาอ่านบล็อกนี้เหมือนกัน การไม่แสดงตนก็ไม่ได้หมายความว่าไม่ตามอ่าน เลยส่งข้อความไปขอร้องปลาให้ย้ายลิงค์ไปไว้ที่อื่น

 

            คนที่รู้เรื่องส่วนตัวฉันในตอนนี้ไม่ว่าจะด้วยวิธีไหนก็ตามที่รู้มา คุณคือ คนที่ฉันเลือกแล้วและอนุญาตแล้วว่าให้รับรู้ได้ ส่วนคนที่ฉันเลือกที่จะไม่บอก นั่นคือคนที่ฉันไม่อยากให้เข้ามาในชีวิตฉัน

 

            บางครั้งพื้นที่ส่วนตัวก็ไม่ได้หาง่ายอย่างที่ใครคิด หรือไม่ก็เราเองที่เลือกให้คนเข้ามา จนไม่อาจเป็นที่ส่วนตัวได้อีกต่อไป

 

            แต่คนที่ฉันเลือกคือคนที่อยู่ในโลกของฉัน ไม่ใช่คนอื่นไกล

 

            ขอบคุณค่ะ         

 

     Share

<< Diary : 07 | 02 | 08Diary : 09 | 02 | 08 >>

Posted on Fri 22 Feb 2008 8:57

แสดงตัวตน

แสดงตัวตน

ฮ่าๆๆ


ขอบคุณที่ให้เจ๊เป็นส่วนหนึ่งที่ตามอ่าน ตามล้าง ตามเช็ด ....ล้อเล่นย่ะ

คนทุกคนมีคุณค่าในตัวเองเสมอ ดังนั้น กำไรก็คือ การมีคุณค่าในสายตาด้วย


การได้ตื่นเช้ามา เปิดคอม และ อ่านไดอารี่ของหล่อน ก็ทำให้ชั้นยิ้มได้ในแต่ละวันแล้วล่ะ :)
BigSiS   
Mon 11 Feb 2008 8:44 [1]
 

Name :
Email :
URL :
Comment :
กรอกข้อมูลก่อนส่ง CAPTCHA Image
Refresh