+++ Merry Christmas 2013 +++
+++ Happy BABY +++
+++ Santa Claus & Ryan +++
+++ Mommy & Me Time +++
+++ Working MOM +++
+++ 2 Month Old Baby +++
+++ Happy Thanksgiving 2013 +++
+++ Swaddle & Pacifier +++
+++ A Lucky One +++
+++ Best For (MY) Baby +++
+++ Mother & Son +++
+++ Grandma In Town +++
+++ Love & Happiness +++
+++3 Weeks Old Baby +++
+++ 2 Weeks Old Baby +++
+++ The Two LOVES of my LIFE +++
+++ 3 years together and still counting +++
+++ Baby's First Check Up +++
+++ Motherhood +++
+++ ประสบการณ์ผ่าคลอด +++
+++ Happy Birthday My Son +++
+++ Labor & Delivery +++
+++ Oh Baby! +++
+++ 12 Days of Moderate Bed Rest +++
+++ Counting down to see our little BOY +++
+++ Moderate Bed Rest +++
+++ Mild Preeclampsia (ภาวะครรภ์เป็นพิษ) +++
+++ Childbirth Preparation +++
+++ Labor Day Weekend +++
+++ Baby CPR & Hospital Tour +++
+++ Nursery Room +++
+++ Humpty Dumpty +++
+++ It's all about YOU, Little BOY! +++
+++ The Mother In Law Trip : Kennedy Compound +++
+++ The Mother In Law Trip : Wonderful Day in Cape Cod +++
+++ The Mother In Law Trip : Cape Cod +++
+++ The Mother In Law Trip : Boston Boat Tour +++
+++ The Mother In Law Trip : Laurel Beach, CT +++
+++ The Mother In Law Trip : Connecticut +++






 

 

มาอัพไดก่อน เพราะตอนนี้ยังมีคนช่วยเลี้ยงลูก ฮ่า

ตอนนี้หนุ่มน้อยกำลังโดนตรวจการได้ยิน (ได้ผลออกมาแล้วว่าผ่าน เย้) หลังจากที่โดนขลิบจุ๊ดจู๋ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ... เรื่องนี้ทำใจลำบากหน่อย โดยเฉพาะคนที่มีลูกชาย แต่แบบคิดถึงเรื่องสุขภาพแล้วก็ความสะอาดในระยะยาวก็ต้องทำอ่ะ ...

 

 

 

++++++++++++++++++++++++

 

จะมาเล่าประสบการณ์การผ่าคลอดของตัวเองหน่อย ... เพราะหาอ่านประสบการณ์ดีๆ กับการผ่าคลอดยากมาก ทั้งๆ ที่ตัวเองก็ตั้งใจคลอดตามธรรมชาตินะ แต่แบบมาได้ครึ่งทาง หมอเห็นว่าไม่น่าจะคลอดเองได้ ก็เลยสั่งให้ผ่า ... สรุปแล้วการผ่าก็ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด เพราะตอนที่ตัดสินใจผ่านั้น คิดว่าเรื่องเจ็บเรื่องปวดตัวเองทนได้ ขออย่างเดียวขอให้เจ้าตัวเล็กมีสุขภาพปลอดภัย แข็งแรงดีก็พอ

 

 

 

 ประสบการณ์ผ่าคลอด

 

 

วันที่ 28 กันยายนตอนตี 2 หนูถูกย้ายจาก High Risk Pregnancy Unit (หลังจากที่อยู่แผนกนี้มาได้ทั้งหมด 17 วัน) มาที่ Labor & Delivery Room ตอนตี 4 คุณหมอเข้ามาคุยเกี่ยวกับแผนการ Induce หรือเร่งคลอดแล้ว ต่อจากนั้นพยาบาลก็ให้น้ำเกลือ ทำอัตราซาวน์เพื่อหาตำแหน่งของเบบี้อีกรอบ หลังจากนั้นเราก็เริ่มต้นการเร่งคลอดด้วยการที่พยาบาลสอดยา Cervidil ให้หนู ยานี้จะอยู่ในช่องคลอดทั้งหมด 12 ชั่วโมง ไอ้ยาตัวนี้เนี่ยมันไม่มีผลกระทบอะไรกับหนูเลย ไม่ทำให้มดลูกบีบตัว ใส่ไปแล้วชิลๆ นั่งๆ นอนๆ แบบสวยๆ ได้ ฮ่า แต่แบบตอนที่พยาบาลสอดยาให้นี่ หนูเจ็บมากกกกกกกกกกกกก เพราะพึ่งจะรู้ว่ามดลูกของตัวเองอยู่ลึกมากกกกกกกกกกกกก งานนี้พยาบาลก็คว้านกันลึกสุดใจ นี่แหละเป็นอันเดียวที่ทรมาณที่สุดในการเร่งคลอด

 

เวลาผ่านไป 12 ชั่วโมงผลปรากฏว่าปากช่องคลอดก็ยังไม่เปิด หมอบอกว่าเป็นเรื่องปกติ เพราะถ้าเปรียบการเร่งคลอด ก็เหมือนกับการบ่มผลไม้ คือ ต้องใช้เวลานานกว่าจะบ่มผลไม้ดิบให้เป็นสุก เพราะฉะนั้นหมอก็เลยสั่ง Cervidil ให้เป็นครั้งที่สอง ... สรุปแล้วครั้งนี้สอดแล้วไม่เจ็บมาก พอทนได้ ... อ่ะนะ เวลาผ่านไปอีก 12 ชั่วโมง

 

 

 

 ประสบการณ์ผ่าคลอด

 

 

ผลปรากฏว่า 24 ชม. ถัดมา ... ช่องคลอดก็ยังไม่เปิด กริ๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด แต่แบบระยะเวลาที่รอมาประมาณ 24 ชม. นี่ไม่มีอาการเจ็บเลยนะ มีอาการมดลูกบีบตัวบ้าง แต่แบบไม่เคยทำให้รู้สึกเจ็บหรือว่าทรมาณเลย ... งานนี้คุณหมอเลยสั่งยาตัวที่สองให้คือ Cytotec ยาตัวนี้จะกิน หรือว่าจะใส่ช่องคลอดให้ปากช่องคลอดขยายก็ได้ แต่แบบคุณหมอสั่งให้กิน ข้อเสียของยาตัวนี้ก็คือ ถ้ามันบีบหรือเร่งช่องคลอดให้เปิดมาก หมอเอายาออกให้ไม่ได้ ไม่เหมือน Cervidil อ่ะ ที่อันนั้นใส่แล้ว ถ้ามีปัญหาอะไร สามารถเอาออกมาได้ ... งานนี้่ก็เจอ Cytotec โดสเล็กๆ ไปก่อน ก็รอไปประมาณ 4 ชั่วโมงให้ยาออกตัว

 

อ่ะนะ 4 ชั่วโมงผ่านไป ปากช่องคลอดก็ยังไม่เปิด กริ๊ดดดดดดดดดดดดดดดดด (เป็นรอบที่ 3) แต่แบบปากมดลูกเริ่มอ่อน เริ่ม soft มากขึ้น หมอก็ยังมีกำลังใจว่า อ่ะนะ ลอง Cytotec อีกเม็ดล่ะกัน อันนี้เพิ่มยาให้สูงขึ้นจาก 50 เป็น 100 mcg

 

 

 

 ประสบการณ์ผ่าคลอด

 

 

กินยาเสร็จก็ลัลล้ากับสามี ... สั่งอาหารไทยมาหม่ำกันคืนนั้น เพราะไม่มีอาการเจ็บปวดใดๆ เลย ชิลกันมากกกกกกกกกกกกกกก ... สรุป กินยา Cytotec เข้าไปเป็นเม็ดที่สอง ปากช่องคลอดก็เปิดแค่ 2 ซม. ได้ งานนี้ก็ยังไม่มีอาการเจ็บอ่ะ ... แต่แบบตอนนี้นี่เอง คุณหมอกะว่าจะใส่ Ballooon Induction ให้ ได้ยินชื่อเสียงของ Balloon Induction มานาน รู้ว่ามันทำให้ปากมดลูกเปิดเร็ว แต่แบบตอนใส่มันก็เจ็บมากเหมือนกัน หนูน่ะจะโดน Balloon Induction มาหลายทีแล้ว แต่แบบก็รอดมาได้ทุกครั้ง เพราะครั้งแรกหมอว่ามดลูกอยู่ลึกไป กลัวใส่ไปแล้วไม่เห็นผล พอคราวที่สองปากมดลูกก็ยังไม่เปิดอีก จะใส่ Balloon Induction ได้นี่ ปากมดลูกต้องเปิดอย่างน้อยๆ 1 ซม. ก่อน ก็เลยรอดไปอีกได้

 

พอปากมดลูกเปิดได้แค่ 2 ซม. หมอก็สั่ง Epidural ให้เลย เพราะกะจะใส่ Balloon Induction ให้เต็มที่ หลังจากนั้นก็จะให้ Pitocin เร่งคลอดด้วย หมอกลัวว่าหนูจะเจ็บมากตอนใส่ Balloon เพราะปากมดลูกของหนูมันอยู่ลึกมาก ... สรุปหลังวิสัญญีแพทย์มาใส่ Epidural ให้ พอหมอมาเช็คปากมดลูกอีกที สรุปว่ามันเปิดมากขึ้นประมาณ 3 เซนต์ ซึ่งเร็วขึ้นมาหน่อย งานนี้เลยทำให้หมอมีความหวังว่าปากมดลูกของหนูจะเปิดเร็วขึ้น ก็เลยตัดสินใจเจาะน้ำคร่ำให้เลย งานนี้น้ำคร่ำเยอะมาก มากเสียจนเปียกหมอแล้วก็พยาบาลอีก 2 คนอ่ะ เอิ๊กส์ หมอบอกว่าไม่เคยเจอใครที่มีน้ำคร่ำเยอะอย่างนี้มาก่อน งานนี้แน่ใจว่าน้ำคร่ำใสก็ได้ฤกษ์รอกันต่อไป เพราะฉะนั้นเลยรอด Balloon Induction มาได้อีกรอบ เย้

 

 

 

 ประสบการณ์ผ่าคลอด

 

 

 

ได้ Epidural มาแล้ว โดนใส่ Foley ที่สวนฉิ้งฉ้อง เพราะข้างล่างนี่ชามาก รู้สึกตัวนะ ไม่ได้ชามากจนขยับไม่ได้ เพราะยังจำได้ว่าขยับขา เปลี่ยนท่านอนเองอยู่บ้าง แล้วแบบคุณหมอก็เปลี่ยน Moniter ให้เบบี้ใหม่ จาก External  มาเป็น Internal เพื่อความเที่ยงตรง งานนี้มอนิเตอร์ก็อยู่ตรงศรีษะของลูกในช่องคลอดของหนูพอดี ส่วนพยาบาลก็เร่ง Pitocin Drip ให้ตลอดทั้งวันและคืน คือ เร่งจาก 2 ไปจนสูงสุดคือ 38 (ถ้าจำไม่ผิดนะ) ...

 

ประมาณเที่ยงคืนของวันที่ 30 กันยายน หลังจากโดนยาเร่งคลอดไปหลายขนานแล้ว ปากมดลูกหนูก็ยังอยู่เท่าเดิมคือ ไม่เกิน 5 ซม. แล้วแบบเริ่มมีอาการไข้ อุณหภูมิในร่างกายเริ่มสูง ส่วนความดันนั้นคงเดิม คือ ไม่มากไปกว่าเดิมอ่ะ งานนี้คุณหมอเลยตัดสินใจผ่าให้ เพราะเห็นว่าถ้าจะรอไม่ไหว กลัวว่าเดี๋ยวจะไข้ขึ้น ความดันจะขึ้นแล้วก็จะเป็นหนัก ... เชื่อป่ะ ที่โดนมาหลายขนานเนี่ย ลูกไม่เป็นอะไรเลย เบบี้รับได้ทุกอย่างฮ่ะ สรุปแล้วอิแม่ถ้าจะแย่ ในขณะที่ลูกเนี่ยสบายมาก ฮ่า

 

ตอนที่หมอสั่งให้ผ่าคลอดนี่ ทำใจกันไว้แล้ว ก็เลยล้างหน้าแปรงฟัน มีเวลาหวีผมเตรียมตัวกันนิดหน่อย งานนี้สามีช่วยทำให้เกือบหมด เพราะขาชา เดินไม่ได้ ฮ่า ... วินาทีนั้นก็ไม่ได้คิดอะไรกันมาก เพราะไว้ใจคุณหมอ อีกอย่างก็คิดว่าตัวเองทำหน้าที่ของแม่ผู้ให้กำเนิดอย่างเต็มที่แล้ว คือ ลองมาทุกอย่าง แต่แบบสุดท้ายก็ตัดสินใจเลือกหนทางที่คิดว่าจะดีกับลูกที่สุด

 

 

 

 ประสบการณ์ผ่าคลอด

 

 

 

ประมาณตี 2 กว่าๆ ของคืนวันที่ 1 ตุลาคม พนักงานจากห้องผ่าตัดก็มารับ ... เรียกว่าเร็วมากๆ เพราะคุณหมอพึ่งจะเข้ามาคุย มาอธิบายขั้นตอนการผ่าตัดแบบว่าประมาณครึ่งชั่วโมงได้ ก่อนผ่าตัด พนักงานก็จะเข้ามาโกนขนให้ (ในอเมริกาถ้าคลอดเองตามธรรมชาตินี่ไม่มีการโกนนะค่ะ) ... หลังจากนั้นวิสัญญีแพทย์ก็จะมาเติมน้ำยาที่ Epidural ให้ใหม่ งานนี้เล่นเอาชาตั้งแต่ราวนมลงไป แต่แบบใครจับตัวก็รู้สึกนะ ไม่ได้ชาแบบว่าไม่รู้สึกอะไรเลย

 

หลังจากนั้นแล้วชีวิตก็เหมือนอยู่ในหนัง ที่แบบอยู่บนเตียงรถเข็นแล้วแบบเห็นไฟวู้บๆ ว้าบๆ แล้วไฟสุดท้ายจะเป็นไฟในห้องผ่าตัดดวงใหญ่ๆ อ่ะ ฮ่า ... พนักงานก็เปลี่ยนเตียงให้ วินาทีนั้นเหมือนหุ่นไล่กามาก เพราะรู้ตัวถึงแม้จะมึนๆ แต่แบบก็ขยับแข้ง ขยับขาไม่ได้

 

ใช้เวลาไม่นานน่ะ ทุกอย่างก็เรียบร้อย พวกหมอ พวกเครื่องมือ เตรียมพร้อมกันมาก วินาทีนั้นแอบรู้สึกเหมือนมีใครมาเล่นสะดือด้วยซ้ำ ฮ่า หลังจากนั้นก็มีการขึงผ้า เสร็จปุ๊บสามีก็เข้ามานั่งอยู่ข้างๆ คอยกุมมืออยู่ ... หลังจากนั้นก็แบบไม่นานมาก ได้ยินเสียงแหลมๆ เล็กๆ ร้อง นึกในใจลูกเราแน่ หลังจากนั้นน้ำตาก็ไหล แล้วก็ไล่สามีให้ไปดูลูก ฮ่า

 

 

 ประสบการณ์ผ่าคลอด

 

 

 

ระหว่างที่รอให้หมอควักเอารกออก เย็บแผล ก็ได้เสียงสามีเครือๆ เพราะคงพึ่งผ่านการป้ายน้ำตามาหมาดๆ ฮ่า มาบอกว่า He's perfect! สักพักพยาบาลก็เอาตัวลูกมาให้ดูหน้า ให้หอม ตอนนั้นแทบไม่มีแรง แต่ก็ยังบอกกับสามีไปว่า ไม่ต้องห่วงหนูน่ะ ยังไงตามลูกไปล่ะกัน ... สักพักคุณหมอที่ทำคลอดให้คือ คุณหมอ Smith ก็บอกว่า ทุกอย่างเป็นไปด้วยดี เสียเลือดไปเท่านั้นเท่านี้ เสร็จแล้วเขาก็เข็นหนูไป Postoperative Care ที่นั่นเขาก็ตรวจความดัน คลื่นหัวใจ แล้วก็เปลี่ยนผ้าซับเลือดให้ด้วย ไปตรงนั้นเลยได้เห็นลูกกับสามีด้วย เราเลยได้นอนเคียงกันแม่ลูก หนูก็นอนให้พยาบาลดูแลไป ส่วนลูกนี่ก็มีอีกพยาบาลอีกคนช่วยทำความสะอาดเขาให้ แล้วก็เช็คน้ำตาลในเลือดให้เขาด้วย คลอดออกมาลูกมีน้ำตาลในเลือดน้อยหน่อย หนูก็เลยอนุญาติให้เขาป้อนฟอร์มูล่าให้ลูกได้ (พยาบาลมีการถามด้วยว่าจะให้เลือกใช้ยี่ห้ออะไร เอิ๊กส์ เล่นเอามึน เพราะไม่ได้ค้นคว้ามาก่อน) เพราะตอนนั้นหนูเองก็ยังคงไม่มีน้ำนม ... นี่แหละข้อเสียของการผ่าคลอด

 

นอนให้พนักงานดูแลสักพัก เขาก็พาลูกไปอาบน้ำ ไปฉีดวัคซีน หยอดยาอะไรต่อมิอะไร งานนี้ก็เลยให้สามีตามไปด้วย สามีก็เดินขึ้นๆ ลงๆ อ่ะนะ ไหนจะลูก ไหนจะเมีย ฮ่า สักพักพนักงานก็มาย้ายหนูไปที่ห้องพักอีกที ... คลอดลูกแล้วอเมซิ่งมากๆ ความดันจากที่เคยสูงๆ ก็กลับมาเป็นปกติทันที เหอ เหอ

 

 

 

 ประสบการณ์ผ่าคลอด

 

 

 

กลับมาที่ห้องพักแล้วก็สลบไสลไปตามประสา ... ขอบอกเลยว่าที่เหนื่อยนี่คือ อาเจียนนะ แถมปากสั่นฟันกระทบกันพั่บๆ  เพราะฤทธิ์ยา Epidural มาก ขนาดว่าฟื้นตัวแล้ววันถัดมายังกินอะไรไม่ค่อยได้ คลื่นไส้ อาเจียนอยู่ตลอด ....

 

ส่วนช่วงพักฟื้นนี่บอกกับตัวเองว่าจะพยายามเคลื่อนไหวให้มากที่สุด ... ก็เริ่มจาก 12 ชั่วโมงแรกที่หมอไม่ให้ลุกออกจากเตียง แต่แบบเราก็พยายามพลิกซ้าย พลิกขวาด้วยตัวเองทุกๆ 2 ชั่วโมงอยู่บนเตียง พยาบาลจะมาช่วยด้วยแหละ พยาบาลที่นี่ดีมาก จะมาช่วยกลับตัวให้อยู่เรื่อยๆ แต่แบบเราก็พยายามพึ่งพาตัวเองให้ได้มากที่สุด ... หลังจากนั้นพยาบาลก็จะช่วยลุกให้นั่งข้างเตียง จำไว้ว่าอย่าปฏิเสธเด็ดขาด ยิ่งลุกขึ้นเร็วเท่าไหร่ ร่างกายยิ่งฝืนตัวเร็วเท่านั้น หลังจากนั้นพยาบาลจะมาช่วยให้ลุกเดินไปเข้าห้องน้ำ ถ้าลุกได้ก็แสดงว่าถึงเวลาถอดสายฉี่ ... ของหนูก็ลุกเองได้ ด้วยความช่วยเหลือเล็กๆ น้อยๆ จากพยาบาล จำไว้ว่าใส่สายฉี่นาน กระเพาะปัสสาวะก็จะกลับมาทำงานนานเหมือนกัน เพราะฉะนั้นลุกขึ้นเร็ว ถอดสายฉี่ ฉี่เองได้เมื่อไหร่ยิ่งดี

 

 

 

 ประสบการณ์ผ่าคลอด

 

 

 

ช่วงบ่ายๆ ก็วันเดียวกันนี่แหละ หนูก็ลุกเดินเข้าห้องน้ำเองได้ กระย่องกระแย่งนิดหน่อย แต่แบบก็ไม่ต้องให้ใครมาช่วย แล้วแบบพยายามกดปุ่มใช้ Epidural น้อยมาก แต่แบบถ้าใครเจ็บมากก็กดปุ่มเถอะค่ะ วันแรกหยวนๆ พยายามควบคุมความเจ็บให้ได้ ... สรุปหลังคลอดภายใน 24 ชั่วโมงสามารถทำอะไรเองได้หมด ตัวงอเป็นกุ้งนิดหน่อย แต่แบบไม่ทรมาณ ไม่เจ็บนัก

 

ส่วนวันนี้เดินเหินได้แบบปกติ ... หมอยังชมเปาะว่าเก่ง ฮี่ๆๆๆๆ หมอมาเปิดแผลผ่าตัดแล้วก็พบว่าแผลแห้งไม่มีปัญหา วันนี้เลยได้อาบน้ำ สระผมหลังจากที่ไม่ได้สระมาตั้งแต่มี Epidural ... อ้อ ก่อนจะอาบน้ำ พยาบาลก็มาถอดสาย Epidural ให้ ก่อนถอดสองชั่วโมงเขาก็ให้ยาแก้ปวดมาก่อน ... ซึ่งไม่มีปัญหาอะไรเลย ตอนนี้หนูจะทานแค่ Motrin ส่วน Percocet นี่ทานแค่ 2 ครั้งก็ไม่ต้องทานอีกเลย เพราะไม่ได้เจ็บแผลมาก ... ทุกคนเวลามาเยี่ยมจะรู้สึกว่าหนูแข็งแรงมาก อันนี้ไม่ได้ทำเพื่อคำชม แต่แบบทำเพื่อลูก เพื่อครอบครัวต่างหาก เพราะคิดว่าถ้าตัวเองแข็งแรงเร็ว ฟื้นตัวเร็วจะได้ไม่ต้องเป็นห่วงลูกมาก อยู่กันเอง เลี้ยงกันเอง ก็ต้องฟื้นตัวเร็วๆ เดี๋ยวไม่มีคนดูแลลูก ... อีกอย่างลุกขึ้นเดินเร็วจะทำให้แผลไม่เป็นพังผืด จะได้ไม่มีปัญหาเลือดเป็นลิ่มแข็งตัว เพราะถ้าเป็นนี่เดี๋ยวได้อยู่โรงพยาบาลอีกนานอีก ฮ่า 3 สัปดาห์กว่าๆ ก็พอแล้วค่ะ ไม่อยากต่อวัน แล้วก็ชั่วโมงอีกแล้ววววววววววววว

 

 

 ประสบการณ์ผ่าคลอด

 

 

สรุปแล้วไม่ได้ตั้งใจผ่า แต่แบบก็โดนผ่าคลอด ... แต่แบบประสบการณ์ที่ได้ก็ไม่ได้เลวร้ายนัก โชคดีที่ไม่ได้เบ่งคลอด เห็นบอกว่าแม่บางคนเจ็บท้องนาน เบ่งคลอดนาน แต่แบบคลอดเองไม่ได้แล้วต้องผ่านี่ อันนี้น่าเห็นใจ ส่วนตัวเองนี่ ท้องนี้ไม่เคยรู้สึกถึงอาการเจ็บท้องคลอดเลย แต่แบบก็ใช้เวลานาน สรุปแล้วกว่าจะได้กลับบ้านนี่ใช้เวลา 3 สัปดาห์กว่าๆ แถมระยะเวลาในการเร่งคลอด จนคลอดเบบี้ออกมาได้นี่ก็ใช้เวลากว่า 3 วัน

 

หลังคลอดนี่ก็แบบวันนี้ก็เอาลูกมาอยู่ด้วยตั้งแต่เที่ยงถึง 3 ทุ่มครึ่ง ก็เลี้ยงเขาเอง เปลี่ยนผ้าอ้อมให้นมเอง ทั้งๆ ที่นมมาน้อยๆ แต่แบบก็ต้องยอมให้เขาได้ทานฟอร์มูล่าบ้าง เพราะเรานมไม่พอ ตอนนี้ก็กระตุ้นการให้นมอยู่ ลูกบ้าง เครื่องปั๊มนมบ้าง ทำทุกๆ 3 ชั่วโมง ... ที่โรงพยาบาลมี Lactation Consultant เขาก็เข้าเวรมาดูุทุกวัน วันล่ะหลายๆ ครั้ง แล้วก็ให้เครื่องปั้มนมเอาไว้ที่ห้องด้วย ... ส่วนวันนี้นอกจากจะเลี้ยงลูกเองแล้ว หนูยังติดต่อบริษัทใส่ชื่อลูกเข้าประกัน โทรศัพท์นัดหมอ จัดการเรื่อง Short Term Disability เพราะทาง MetLife ติดต่อมาว่าเอกสารบางอย่างยังไม่ครบ จัดการเรื่องใบแจ้งเกิดให้ลูก อันนี้สามีจัดการให้ แต่แบบเราต้องมานั่งเขียนเอง เพราะลายมือเราสวยกว่าเขา ฮ่า แล้วแบบก็ต้องมานั่งเม้าท์กับตัวแทนของบริษัทสามีที่อุตส่าห์ส่งของ แล้วก็ช่อดอกไม้มาให้เราด้วย แล้วไหนจะเพื่อนฝูงของหนูอีก เพราะพอทุกคนเห็นว่าหนูคลอดแล้วก็อยากมาเยี่ยม มาดูเจ้าตัวเล็กกันใหญ่ วันนี้เลยมีอะไรให้ทำเยอะ แต่แบบโชคดีคนที่นี่น่ารักมาก ไม่มีใครมาจับตัวลูกหรือว่าขออุ้มลูกเลย ส่วนมากจะจับแค่ข้อเท้า แล้วแบบเวลาเขาเข้ามาในห้องพักก็จะล้างมือก่อน อันนี้ตอนแรกหวั่นๆ เหมือนกัน เพราะกลัวว่าเดี๋ยวลูกจะไม่สบาย ฮ่า

 

 

 

 ประสบการณ์ผ่าคลอด

 

 

สรุปแล้วแค่วันเดียว แต่แบบหนูจัดการได้หลายอย่าง ... ไม่ใช่ว่าเก่งกาจ เก่งกล้ามาจากไหน แต่แบบถ้าใจสู้ เชื่อมั่นว่าแม่ทุกคนทำได้หมด สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับคนเป็นแม่ก็คือ การที่มีกำลังใจดีๆ เรื่องไม่ดี ประสบการณ์ที่ไม่ดีจากใครบางคนก็อย่าเอามาใส่ใจนัก เพราะประสบการณ์ของเขากับของเราอาจจะไม่เหมือนกัน ... มองโลกในทางบวก แล้วก็เชื่อมั่นว่าตัวเองต้องทำได้ แล้วมันก็ทำได้จริงๆ ค่ะ :)

 

การผ่าคลอดไม่ใช่เรื่องเลวร้ายค่ะ พยายามคุยกับคนที่เขาผ่านตรงนี้มาก่อน แล้วก็ให้ข้อมูลดีๆ ในแง่ที่เป็นทั้งบวก และลบ หนูโชคดีที่เพื่อนดี คือ มีเพื่อน 2-3 คนที่พึ่งผ่าคลอดไป ทุกคนก็ให้กำลังใจดีมาก ไม่มีใครบ่น หรือว่าทำให้รู้สึก Fail เลย เพราะฉะนั้นกำลังใจสำคัญค่ะ มีอยู่คนนึงเป็นฝรั่ง เราส่งข้อความไปทาง FB ตอนตี 1 กว่าๆ เพราะตอนนั้นหวั่นๆ เหมือนกัน แต่แบบก็ได้คำตอบที่ดี ที่น่าประทับใจ แล้วก็ทำให้มีแรงสู้ต่อไปมากๆ   ... แต่แบบถ้าคลอดเองได้ตามธรรมชาติก็ดี เพราะในแง่ที่คลอดเองได้นี่หลังคลอดจะได้กอดลูกเร็วๆ โอกาสกระตุ้นน้ำนมมีมากกว่า แผลคลอด แล้วก็การฟื้นตัวเร็วกว่า สำหรับแผลผ่าคลอดของหนูนี่ เล็กมากกกกกกกกกกกกกก แทบมองไม่เห็น หมอเย็บให้อย่างสวย แล้วก็เป็นขีดเดียวตรงขอบบีกินี ใส่ชุดว่ายน้ำยังไงก็ไม่มีทางเห็น ... วิธีการทำความสะอาดก็ไม่ยาก คือ อาบน้ำแล้วให้น้ำฝักบัวมันไหลไปโดนเอง โดยที่ไม่ต้องเอาน้ำไปจ่อ ให้น้ำมันไหลล้างแผลไปเอง ไม่ต้องไปขัด ไปถูมัน เพราะเดี๋ยวจะทำให้มันแดงแล้วก็ติดเชื้อ ทางที่ดีคือ ใช้น้ำสะอาดธรรมดาอาบน้ำไป ไม่ต้องฟอกหรือใช้สบู่เพิ่ม หลังจากอาบน้ำเสร็จก็เช็ดแผลให้สะอาด เสร็จแล้วก็เปิดไดร์เป่าผม เลือกลมเป่าแบบเย็นๆ หรือว่าอุ่นปานกลาง แล้วก็เป่าให้แผลแห้ง แค่นี้เองค่ะ

 

ยังไงเป็นกำลังใจให้คุณแม่ทุกคน ... จะคลอดเองตามธรรมชาติ หรือว่าผ่าคลอด สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ สุขภาพเจ้าตัวน้อยกับคุณแม่นะค่ะ ... Welcome to Motherhood ค่ะ :)

 

 

 

 

 

ป.ล.

ที่ทำตัวหนาๆ ไว้คือ มา Edit ลืมไปเลยว่าคุณหมอมาเจาะน้ำคร่ำให้แตกด้วย :)

 

 

 

 

 

 

 

 

     Share

<< +++ Happy Birthday My Son +++ +++ Motherhood +++ >>

Posted on Thu 3 Oct 2013 21:01
ดีใจด้วยนะคะหนู ได้อ่านประสบการณ์คลอดตอนแรกก็แอบลุ้นด้วย เพราะเห็นว่าหนูอยากคลอดเอง
แต่ยังงัยก็ให้สุขภาพแข็งแรงทั้งคุณแม่และคุณลูกนะคะ
jeab Nicha   
Mon 7 Oct 2013 5:48 [9]

ยินดีด้วยค่ะ
นิต   
Fri 4 Oct 2013 20:17 [8]

ยินดีด้วยนะคะ น้องน่ารักน่าชังมาก ขอให้คุณแม่คุณลูกแข็งแรง แจ่มใสทุกๆวันเลยค่ะ
nine   
Fri 4 Oct 2013 16:06 [7]
 

ไรอันน่ารักมากอ่ะ ดูสิ ตัวแค่นี้ยิ้มเป็นแล้ว :)
แจงจ๊ะ   
Fri 4 Oct 2013 12:47 [6]

นอนพักเยอะๆนะคะ ตุนแรงไว้ เดี๋ยวกลับบ้านแล้วเหนท่อยแน่ๆ สู้ๆ
ploy   
Fri 4 Oct 2013 0:33 [5]

ยินดีด้วยค่ะ ^^
พี่พิม   
Thu 3 Oct 2013 15:14 [4]

น้องหนูค่ะ ขอแสดงความยินดีด้วยนะคะ หนุ่มน้อยไรอัน น่ารักน่าชังที่สุดเลยค่ะ

เห็นภาพคุณพ่อคนใหม่กับลูกชายแล้วก็รู้สึกอบอุ่นมาก

ขอให้น้ำนมมาไว ๆ เยอะ ๆ นะคะน้องหนู เทคแคร์ค่ะ

ป.ล. ถ่ายรูปกับช่างภาพใน รพ.หรือยังค่ะ แล้วกลับบ้านวันไหนค่ะนี่
พี่อ้อย   
Thu 3 Oct 2013 13:28 [3]

ขอบคุณที่มาแชร์ประสบการณ์ให้อ่านกันจ้า หนูกำลังใจดีมากๆ ดีใจด้วยที่ทุกอย่างผ่านไปด้วยดี เลยกลายเป็นดีไปเลย ไม่ต้องลิ้มรสการเจ็บท้องคลอด ส่วนตัวเรากลัวการผ่ามาก คิดว่าถึงเวลาถ้าต้องผ่าคงทำใจร่มแบบนี้ไม่ได้แน่ๆ อ่านดูแล้วก็รู้สึกดีขึ้นมานิดนึงที่อย่างน้อยก็มีหนูคนนึงที่มีประสบการณ์ดีๆ เพราะรอบตัวเรา ที่เล่าๆ มามีไม่ดีมากกว่าดี เราเลยกลัว

ขอให้หนูแผลหายเจ็บและแข็งแรงไวๆ นะ แล้วก็ขอให้น้ำนมมาไวๆ ด้วยจ้า ไรอั้นออกมาตัวตึงน่ารักมาก ดูสมบูรณ์แข็งแรงดีสุดๆ enjoy motherhood ให้เต็มที่เลยนะ แล้วจะคอยดูรูปจ้า Congratulations อีกครั้ง ^^
Emily   
Thu 3 Oct 2013 13:07 [2]

ยินดีด้วยค่ะคุณหนู ขวัญเองตอนคลอดก็ตั้งใจมากว่าจะคลอดเอง สุดท้ายก็ต้องผ่า เพราะถุงน้ำคร่ำแตก และปากมดลูกไม่เปิดเพิ่ม ผ่าแล้วไม่น่ากลัวอย่างที่คิดจริงๆค่ะ เห็นด้วยว่าเราได้เลือกวิธีที่ดีที่สุดสำหรับเจ้าตัวเล็กค่ะ
ขวัญ   
Thu 3 Oct 2013 11:19 [1]

Name :
Email :
URL :
Comment :
กรอกข้อมูลก่อนส่ง CAPTCHA Image
Refresh