calendar

ขำขำวันเสาร์ที่ homepro
Be reminded (it's valuable)
Just coming in !!!



Be reminded (it's valuable)

สวัสดีวันพฤหัสคับผม

  วันนี้มาม้าได้อ่าน forwarded mail จากเพื่อนที่ทำงานเก่า seagate "ลุงกุ่ย" ม่าม้าคิดว่าใครก็ตามที่ได้อ่านคงจะรู้สึกเช่นเดียวกันกับที่ม่าม้ารู้สึก มันเป็นความจริงที่ไม่น่ามีใครกล้าปฏิเศษ (แต่ก็อาจจะมีนะ แต่คงเป็นส่วนน้อย )   

   ม่าม้าก็เลยอยากจะเก็บมันเอาไว้ใน diary เผื่อบุ๋นโตขึ้น เข้าใจอะไรมากขึ้น จะได้กลับมาเปิดอ่านเตือนสติตัวเองเรื่อยๆ ชีวิตคนเรามันไม่ยาวนานเท่าไหร่หรอกนะ แต่ด้วยเวลาที่มีอยู่ ม่าม้าก็อยากบุ๋นทำให้มันมีคุณค่าและมีความสุขที่สุด

รักบุ๋นนะ

 

Be reminded it s valuable

อย่าไปให้ความสำคัญกับใครบางคน
เมื่อคุณเป็นแค่ ทางเลือกของเขา.
สัมพันธภาพจะดีที่สุดเมื่อทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญกันอย่างสมดุล

ไม่ต้องสาธยายเกี่ยวกับตัวคุณให้ใครฟังหรอก
เพราะคนที่ชอบคุณ ยังไงเขาก็ชอบ และไม่ต้องการฟังมัน
แต่คนที่เกลียดคุณยังไงเขาก็ไม่เชื่อคุณหรอก

เมื่อคุณพูดแต่ว่าคุณยุ่ง คุณก็จะไม่ว่างเลย
เมื่อคุณพูดแต่ว่าคุณไม่มีเวลาคุณก็จะไม่มีเวลาเลย

เมื่อคุณพูดแต่ว่าคุณจะทำในวันพรุ่งนี้
วันพรุ่งนี้จะไม่มี วันมาถึงเลย

Be reminded it s valuable

เมื่อเราตื่นขึ้นมาในยามเช้า
เรามีทางเลือกง่ายๆ 2อย่าง
กลับไปนอนและฝันหวานต่อ
หรือ ลุกขึ้นมาแล้วทำความฝันให้เป็นจริง
มันก็แล้วแต่คุณจะเลือกแล้วล่ะ

เรามักทำให้คนที่ใส่ใจเราต้องร้องไห้
เรามักร้องไห้ให้กับคนที่ไม่เคยใส่ใจเรา
และเรามักใส่ใจกับคนที่ไม่มีวันร้องไห้ให้เรา
นี่คือความจริงของชีวิต
เป็นเรื่องแปลกแต่จริง

ถ้าคุณเห็นด้วย มันก็ยังไม่สายเกินแก้

เมื่อคุณกำลังสนุกสนาน ก็อย่ารับปากพล่อยๆ

เมื่อคุณกำลังเศร้า ก็อย่าได้ตอบกลับ

เมื่อคุณกำลังโกรธ ก็อย่าไปตัดสินใจอะไร

คิดให้ถี่ถ้วน ทำอย่างสุขุม

เวลาก็เหมือนสายน้ำ
คุณไม่มีทางสัมผัสน้ำเดียวกันได้สองครั้งหรอก
เพราะมันได้ไหลผ่านไปแล้ว

มีความสุขกับทุกช่วงชีวิตของเราดีกว่า...

Be reminded it s valuable

 

แล้วก็อีกเรื่องนึง คุณค่าแห่งการให้อภัย

การให้อภัยเป็นทาน ถือว่าเป็นการให้ที่มีอานิสงส์มากอย่างหนึ่ง
หากเราชนะใจตัวเองได้แล้ว เราก็จะ
ไม่แพ้อะไรอีก                                                       
        
อนุโมทนาให้กับทุกๆการให้อภัยที่เกิดขึ้นได้จากการอ่านเมลล์นี้ด้วยเทอญ
สาธุ                    

-------------------------------------------------------------------- 
    
คิมฟุค' คือใคร ก็ลองหลับตานึกย้อนไปตอนสงครามเวียดนามซีครับ
มีภาพอยู่ภาพหนึ่งที่เผยแพร่-โด่งดัง
จนได้รับรางวัลระดับโลก หนังสือพิมพ์บ้านเราก็ยังเอามาลงหน้า ๑ อยู่บ่อยๆ
                    
                                                                      

      Be reminded it s valuable


 ภาพที่เด็กหญิงคนหนึ่ง เนื้อตัวล่อนจ้อน ตื่นตระหนกตกใจ
ยืนร้องไห้อยู่กลางถนนคนเดียว ท่ามกลาง   
ความสับสนอลหม่านของชาวบ้านที่แตกฉานซ่านเซ็นหนีตาย
ท่ามกลางควันโขมงจากไฟระเบิดนาปาล์ม  
ของสหรัฐ                                                              
      
                                                                      
       คิมฟุค วันนี้ คือเด็กหญิงเหยื่อสงครามผู้ 'บ้านแตก-สาแหรกขาด' ครั้งนั้น
สิ่งเดียวที่ 'คืนชีวิต' แท้  
จริงให้กับเธอ ณ วันนี้ คำเดียวสั้นๆ คือ                             
               
                                                                     
     
' อภัย ' วันนี้ผมมีเรื่อง 'คิมฟุค' จากอินเทอร์เน็ตลอกมาเล่าสู่กันฟัง
'คิมฟุค' คือใคร.เอาไว้ท่าน 
อ่านดูเองแล้วกัน                                                     
        
'คิมฟุค' คือเด็กหญิงชาวเวียดนามใต้คนนั้น ซึ่งช่างภาพอเมริกันได้ถ่ายไว้
ขณะที่เธอและเพื่อนบ้าน   
กำลังแตกตื่นหนีภัย
  แม้เธอจะรอดตายจากระเบิดนาปาล์มที่ทิ้งลงหมู่บ้านของเธอ แต่ไฟก็ได้เผาลวกผิว
หนังของเธอถึง ๖๕%                                                    
        
   
เธอต้องรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลถึง  ๑๔ เดือน และผ่านการผ่าตัดถึง ๑๗
ครั้ง กว่าจะหายเป็นปกติ
เธอยังโชคดี เมื่อเทียบกับลูกพี่ลูกน้องอีก  ๒  คน
ซึ่งตายเพราะทนพิษบาดแผลไม่ไหว            
นั่นคือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปี พ.ศ.๒๕๑๕
เมื่อเวียดนามกลายเป็นคอมมิวนิสต์  ๓  ปีต่อมา 
ก็ไม่มีข่าวคราวของเธอปรากฏสู่โลกภายนอกอีกเลย

                         
     
>

>                                                                      
      
แต่แล้ววันหนึ่งในปี พ.ศ.๒๕๓๙
คิมฟุคก็ได้มาปรากฏตัวอยู่ต่อหน้าชาวอเมริกัน ซึ่งเคยผ่านสมรภูมิ     
เวียดนาม เธอได้รับเชิญให้มาพูดเนื่องในโอกาสวันทหารผ่านศึก ณ
กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.           
การได้มาเผชิญหน้ากับบุคคล
ซึ่งครั้งหนึ่งได้เคยมาทำลายบ้านเกิดเมืองนอนของเธอ  ทำให้ญาติพี่น้อง 
ของเธอต้องตาย  และเกือบฆ่าเธอให้ตายไปด้วยนั้น
  ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ทำใจได้ง่ายนัก แต่เธอมาก็  
เพื่อจะบอกให้พวกเรารู้ว่า
สงครามนั้นได้ก่อความทุกข์ทรมานแก่ผู้คนอย่างไรบ้าง                 
      
หลังจากที่เล่าถึงประสบการณ์อันเจ็บปวดของเธอแล้ว เธอก็ได้เผยความในใจว่า
  มีเรื่องหนึ่งที่เธอ  
อยากจะบอกต่อหน้านักบินที่ทิ้งระเบิดใส่หมู่บ้านของเธอ                 
                 
(Embedded image moved to file: pic29657.gif)                         
    
พูดมาถึงตรงนี้ก็มีคนส่งข้อความมาบอกว่า
คนที่เธอต้องการพบกำลังนั่งอยู่ในห้องประชุมนี้ เธอจึงเผย  
ความในใจออกมาว่า                                                     
     
'ฉันอยากบอกเขาว่า เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ได้
แต่เราควรพยายามทำสิ่งดีๆ เพื่อ 
ส่งเสริมสันติภาพทั้งในปัจุบัน และอนาคต'                             
              
(Embedded image moved to file: pic07958.gif)                         
    
                                                                     
     
                                                                     
     
                                                                     
     
เมื่อเธอบรรยายเสร็จ ลงมาจากเวที
อดีตนักบินที่เกือบฆ่าเธอก็มายืนอยู่เบื้องหน้าเธอ            
เขามิใช่ทหารอีกต่อไปแล้ว  แต่เป็นศาสนาจารย์ประจำโบสถ์แห่งหนึ่ง
เขาพูดด้วยสีหน้าเจ็บปวดว่า   
'ผมขอโทษ ผมขอโทษจริงๆ'                                               
     
คิมเข้าไปโอบกอดเขา แล้วตอบว่า                                       
         
'ไม่เป็นไร ฉันให้อภัย ฉันให้อภัย'                                   
             
ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่เราจะให้อภัย โดยเฉพาะกับคนที่ทำร้ายเราปางตาย
  คิมฟุคเล่าว่า เหตุการณ์  
ครั้งนั้นสร้างความทุกข์ทรมานแก่เธอทั้งกายและทั้งใจ
จนเธอเองก็ไม่รู้ว่าจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อย่างไร 
แต่แล้วเธอก็พบว่า สิ่งที่ทำร้ายเธอจริงๆ  มิใช่ใครที่ไหน
  หากได้แก่ความเกลียดชังที่ฝังแน่นในใจเธอ
นั่นเอง 'ฉันพบว่าการบ่มเพาะความเกลียดเอาไว้สามารถฆ่าฉันได้'         
               
เธอพยายามสวดมนต์  และแผ่เมตตาให้ศัตรู และแก่คนที่ก่อความทุกข์ให้เธอ
แล้วเธอก็พบว่า       
'หัวใจฉันมีความอ่อนโยนมากขึ้นเรื่อยๆ
เดี๋ยวนี้ฉันสามารถอยู่ได้โดยไม่ต้องเกลียด'              
เราไม่อาจควบคุมกำกับผู้คนให้ทำดี  หรือไม่ทำชั่วกับเราได้
  แต่เราสามารถควบคุมกำกับจิตใจของ  
เราได้                                                               
     
เราไม่อาจเลือกได้ว่า รอบตัวเราต้องมีแต่คนน่ารัก พูดจาอ่อนหวาน       
                 
แต่เราสามารถเลือกได้ว่า  จะทำใจอย่างไร เมื่อประสบกับสิ่งไม่พึงปรารถนา
                 
คิมฟุค ได้เรียนรู้จากประสบการณ์ของตัวเองว่า 'ฉันน่าจะโกรธ
แต่ฉันเลือกอีกทางหนึ่ง แล้วชีวิตฉันก็ดี
ขึ้น'                                                               
       
บทเรียนของคิมฟุค  คือ ในเมื่อเราเปลี่ยนแปลงอดีตไม่ได้
เราจึงไม่ควรปักใจอยู่กับอดีต แต่เรา    
สามารถเรียนรู้จากอดีตเพื่อทำปัจจุบันและอนาคตให้ดีขึ้นได้             
                  
บทเรียนจากอดีตอย่างหนึ่งที่เธอได้เรียนรู้มาก็คือ  การอยู่กับความโกรธ
เกลียด และความขมขื่น นั้น 
ทำให้เธอเห็นคุณค่าของการให้อภัย.                                     
          
ครับ..เป็นไงครับ
ผมว่าแนวคิดเพื่อการบริหารชีวิตอยู่บนโลกแห่งความเป็นจริงใบนี้ของเธอ มีเสน่ห์  
น่าสนใจมาก และคนนำมาเรียบเรียงเขาก็เก่ง                             
          
เป็นแนวคิดที่ใช้ได้กับ  ทุกการณ์  ทุกเวลา  ทุกสถานที่ และทุกบุคคล
ท่านว่าอย่างนั้นไหมครับ?      
                                                                      
     

     Share

<< Just coming in !!!ขำขำวันเสาร์ที่ homepro >>

Posted on Thu 22 May 2008 12:03
 

Comments

 
 
Name :
Email :
URL :
Comment :
กรอกข้อมูลก่อนส่ง CAPTCHA Image
Refresh