My car caused a drama
Thailand Trip 2011
Dog's fight
Anniversary Trip 2011
Sometimes you have to live
Building our house
The last two shows of 2011
ย้อนหลังงานแต่งดิออนกับเซลิน่า
Relaxing trip to the Gold Coast
Decision, decision ... decision
Tight Schedule

 

 




 

 

 

Building our house

 

ก่อนเริ่มอ่าน บอกก่อนนะว่า ตอนนี้ยาวมากและไม่มีรูป หุๆๆๆ...


มาเล่าเรื่องที่ติดไว้อีกเรื่องนึงต่อ ที่เคยเล่าไว้ว่า ตอนนั้นวุ่นวายอยู่กับการตัดสินใจว่า จะทำยังไงกับเรื่องบ้านดี ยังจำได้ไหมที่บอกว่า มีหลายทางเลือก

1. ปลูกบ้านใหม่ ปล่อยบ้านหลังที่อยู่ปัจจุบันให้เช่า
2. ขายสวน ผ่อนบ้านหลังที่อยู่นี่้ให้หมดภายใน 3 ปี
3. ขายบ้าน ปลูกบ้านใหม่ในสวน น่าจะผ่อนหมดภายใน 5-6 ปี
4. อยู่บ้านนี้ต่อไปจนกว่าจะผ่อนหมด แล้วค่อยปลูกบ้านในสวน

คุยกันอยู่นาน เพราะเราสองคนรักบ้านที่อยู่ตอนนี้ ชอบเมืองที่อยู่มากๆ แต่อย่างที่บอกล่ะ มันมีข้อจำกัดหลายๆ อย่าง สุดท้ายปัจจัยที่ทำให้ตัดสินใจได้จริงๆ เป็นอายุของบ้านที่อยู่ตอนนี้กับค่าซ่อมบำรุง คิดกัน คุยกันอยู่หลายเดือนเลยนะ กว่าเราสองคนจะตกลงใจว่า เราเลือกทางเลือกที่สาม แม้ว่า จะอยากเลือกทางเลือกแรกก็ตาม เพราะไม่อยากเป็นหนี้ก้อนใหญ่นานๆ คือ ถ้าจะทำมันก็ทำได้ล่ะ แต่เราสองคนเห็นตรงกันว่า เงินผ่อนบ้านไม่ควรจะดึงเอาเงินเดือนทั้งหมดของเราไป เราควรจะผ่อนบ้านได้ด้วยเงินเดือนเดียว ถ้าเกินกว่านั้นถือว่า เกินตัว




พอตัดสินใจว่า จะปลูกบ้านเราก็เริ่มดูแบบบ้านกัน ดูหลายเจ้ามาก บ้านบางแบบที่ชอบก็หน้าตาเหมือนบ้านที่อยู่ในเมืองมากไม่เข้ากับสวน (นึกออกป่ะ?) บางแบบที่ชอบก็แพงเกิน ดูกันเป็นเดือนเลยนะ หลายแบบจนต้องทำตารางเปรียบเทียบคุณสมบัติ ตกลงใจเลือกบ้านได้แบบนึง ขนาดและราคาอยู่ในระดับที่รับได้ ก็ติดต่อผู้รับเหมาทำนู่นนี่นั่น จนเกือบจะเซ็นต์สัญญาปลูกบ้านแล้ว เซลล์ของบริษัท (บริษัทเดียวกันแต่คนละสาขา ตอนเริ่มติดต่อนี่ติดต่อเยอะมาก) ก็ติดต่อหมีมา บอกว่า เขามีแบบบ้านกำลังลดราคาอยู่ ลดราคาลงมา 11,000 เหรียญได้ หมีกับเราเลยมาเลือกๆ กันใหม่อีกรอบ ได้บ้านใหม่ที่มีพื้นที่มากกว่าเดิม มีโรงรถ และที่สำคัญมีระเบียงด้านหลังบ้านให้หมาๆ ด้วย ราคาเกินงบที่ตั้งไว้อยู่ แต่พอมาคำนวณเทียบกับแบบบ้านเก่าที่เราต้องมาปลูกโรงจอดรถกับสร้าง shed ให้เด็กๆ อยู่ต่างหาก สรุปว่า แบบบ้านที่เลือกใหม่นี้ถูกกว่าแบบเก่าเสียอีก

พอเลือกแบบบ้านได้แน่นอน ก็ต้องไปทำเรื่องเอกสารต่างๆ ไปเลือกสีอิฐ สีหลังคา หน้าต่าง สีทาข้างในบ้าน สีประตูโรงรถ แบบประตู สีห้องครัว กระเบื้องห้องน้ำ ฯลฯ เรื่องเอกสารนี่ทำนานมาก เพราะต้องรอขายบ้านก่อนด้วย พูดง่ายๆว่า ถ้าขายบ้านไม่ได้ เราก็ไม่เซ็นต์สัญญา


ระหว่างนั้นหมีก็ไปจ้างให้คนมาปรับที่ โค่นต้นไม้ที่สวน เพื่อเตรียมบริเวณสำหรับปลูกบ้าน จ้างคนมาตัดต้นไม้เป็นท่อนๆ (ยังไม่ได้ปลูกบ้านก็ลงเงินไปแล้วเกือบ 5,000 เหรียญ) หมีขนไปให้แม่หมีเป็น fire woods สำหรับผิงไฟหน้าหนาว ช่วงนั้นต้องตื่นตั้งแต่ตีสามครึ่งไปเข้าสวนทุกอาทิตย์ กว่าจะไปถึงสวนจริงๆ ก็ตีสี่ครึ่ง ต้องไปแต่เช้าเพราะหน้าร้อนแดดแรงมาก สักเจ็ดโมงแปดโมงนี่แดดแรงจำทำงานไม่ได้แล้วนะ ใช้เวลาประมาณสองอาทิตย์ในการขนไม้ไปไว้บ้านแม่หมี จากนั้นก็มีไม้ท่อนใหญ่ๆ ที่ต้องขนไปให้พ้นทาง เอาไปเรียงๆ ไว้ให้เรียบร้อย (หมีบอกว่า เอาไว้หน้าหนาว ย้ายเขาแล้ว หมีจะเผาวันละท่อนให้เด็กๆ อุ่นกันตอนกลางคืน) คิดว่า ทั้งหมดเนี่ย ขนกันอยู่ 5-6 อาทิตย์ ขนาดนี้เแล้วก็ยังไม่หมดนะ มีพวกรากไม้กองโตๆ ที่หมีให้คนที่เขามาปรับพื้นที่ลากมารวมๆ กัน หมีจะเผา แต่ด้วยความที่กองมันใหญ่มาก ก็ต้องไปขอ fire permit จาก fire brigade ก่อน (เขากลัวไฟไหม้แบบคุมไม่ได้) ได้มาแล้ว แต่ยังไม่ได้เผา เพราะตั้งแต่ได้มา ฝนก็ตกอยู่เรื่อยไป




ส่วนเรื่องขายบ้าน ตอนนั้นก็ติดต่อ real estate agent ไว้สามที่ เวลาจะขายบ้าน เราก็จะมีทางเลือกอีกสามทางเลือก

ทางเลือกแรก ขายเองไม่ผ่าน real estate agent อันนี้จะดีตรงที่เราไม่ต้องจ่ายค่า นายหน้าให้ใคร ขายได้เท่าไหร่ ก็เป็นของเราหมด แต่ข้อเสีย คือ เราต้องอยู่บ้านตลอดเวลา พร้อมให้คนมาดูบ้าน บางทีเขาโทรศัพท์มา แล้วอีกชั่วโมงจะเข้ามาดูเลยก็มี (ตอนเราซื้อบ้านนี้ เจ้าของเก่าเขาก็ขายแบบนี้ล่ะ) เรากับหมีทำงานใน Brisbane ทั้งคู่ ทางเลือกนี้ทำได้ แต่ลำบากชีวิต เลยเป็นอันตกไป

ทางเลือกที่สอง เลือก real estate agent เพียงเจ้าเดียวเป็นคนขายให้เรา อันนี้เรียกว่า exclusive ถ้าลูกค้าของ real estate agent เจ้าอื่นๆ สนใจ ทาง real estate agent เจ้าอื่นๆ ก็ต้องติดต่อเจ้าที่เราเลือก ถ้าขายได้จากการติดต่อผ่านreal estate agent เจ้าอื่นๆ ค่านายหน้าทาง real estate agent ไปตกลงกันเองว่า จะแบ่งยังไง เราไม่เกียว ไม่ต้องติดต่อหลายเจ้า หลายคน

ทางเลือกที่สาม เลือก real estate agent หลายๆ รายให้ขายบ้านเราพร้อมๆ กัน ใครขายได้ ก็ได้ค่านายหน้าไป ข้อเสียคือ เราต้องติดต่อกับ real estate agent หลายเจ้ามากๆ วุ่นวาย


คุยกับ real estate agent มาสองสามราย สุดท้ายเลือกขายแบบ exclusive ไม่ต้องติดต่อ real estate agent หลายราย สัญญาสองเดือน ถ้าเขายังขายบ้านเราไม่ได้ เราสามารถเปลี่ยนสัญญาไปเป็นแบบช่วยๆ กันขายได้ แต่ตอนเราต่อสัญญาขายก็เลือกแบบ exclusive อีกนั่นแหละ ไม่ชอบติดต่อหลายๆ ราย

อีกเหตุผลนึงคือ หมีเกลียดขี้หน้า real estate agent เจ้านึงมาก เพราะชีโกหกจัดมาก หมีถามเรื่องอะไรกับชี แล้วพอถามอีกทีได้คำตอบอีกอย่าง รู้ล่ะว่า พวก real estate agent ไว้ใจไม่ได้ แต่ถ้ามุสาจนจำไม่ได้ว่า เคยมุสาอะไรไป ก็เกินไปนิดนะฮะ  ส่วนเราไม่ชอบขี้หน้า real estate agent อีกเจ้า เพราะตอนเรียกเขามาคุยเรายังติดสัญญา exclusive กับเจ้าแรกอยู่ เขาทำหน้าและพูดจาแบบไม่สนใจ ทำนองว่า เอาไว้หมดสัญญากับทางโน้นแล้วค่อยว่ากัน หยิ่งขนาดนี้ก็อย่าหวังว่า จะได้ commission จากเราเลยนะ


เรากับหมีบอก real estate agent ไว้ด้วยว่า ถ้าหมดสัญญาที่สองแล้วยังขายไม่ได้ก็จะไม่ขายแล้ว ไม่ได้กะว่า จะเล่นตัวหรืออะไรกับทาง real estate agent เลยนะ แต่เราคุยกันแล้วว่า เราอยากได้ราคาบ้านประมาณไหน สามารถลดได้สุดๆ เท่าไหร่ ตกลงกันว่า ถ้าไม่ได้ราคาที่ต้องการ ก็ไม่ขาย อยู่บ้านนี้กันต่อไปนั่นแหละ เราไม่ได้เดือดร้อนเงินอะไรที่ทำให้ต้องรับราคาที่ไม่อยากได้ สวนก็ไม่ได้ติดผ่อนธนาคาร เป็นของเราเอง เก็บไว้ก็ไม่เสียหายอะไร


เชื่อไหมว่า วันที่ขายบ้านได้เนี่ย เป็นวันสุดท้ายของสัญญาพอดี ราคาอยู่ในระดับที่รับได้ แม้ว่าจะอยากได้มากกว่านี่ก็เถอะ พอเขามาตรวจสภาพบ้าน มันมีอะไรหลายๆ อย่างที่ต้องซ่อม ต้องทำเพิ่มขึ้นมา (จากที่เรารู้อยู่) ตอกย้ำว่า คิดไม่ผิดที่ขาย เพราะงบซ่อมที่งอกขึ้นมาเนี่ย บานปลายมากๆ ทางคนซื้อเขาเลยขอลดราคาอีกหน่อย เราก็ลดไป ลดไม่เยอะหรอก  ทางคนซื้อเขาซื้อเพื่อปล่อยเช่า แล้วเขาก็ปล่อยเช่าบ้านเรากับเรา

ก็ดีนะ ไม่ต้องย้ายออกหลายๆ รอบ หาบ้านเช่าที่ให้หมาๆ อยู่ได้ด้วยเนี่ย หายาก แต่ด้วยความที่เรายังอยู่ที่เดิม บางขณะก็จะลืมๆ ไปว่า เราขายบ้านไปแล้วนะ  บางทีก็จะมีอารมณ์แบบทำไมชั้นต้องจ่ายค่าเช่าเพื่ออยู่บ้านตัวเองด้วยวะ  ฮ่าๆๆ




ช่วงก่อนหน้าที่จะตกลงขายบ้าน เรากับหมีติดต่อ finance broker ไว้รายนึง เขาเชียร์ให้เรากับหมีซื้อบ้านใหม่แล้วปล่อยบ้านนี้เช่ามากๆ เขาพูดว่า เงินที่เราจะกู้จากธนาคารไม่ใช้เงินก้อนใหญ่ ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร โดยเงินกู้จะเป็นการกู้ใหม่จากธนาคารอีกแห่งหนึ่งไม่ใช่แห่งที่เรามีเงินกู้ก้อนปัจจุบันอยู่ ระยะเวลาจากที่เริ่มคุยกับ finance broker จนถึงตอนที่ขายบ้านมันห่างกันมาก คือ คุยกับ finance broker ตั้งแต่ยังไม่รู้ว่า จะทำอะไรเลย ต้องคุยแต่เนิ่่นๆ เพราะถ้าไม่มีเงินก็ไม่ต้องทำอะไร จบไม่ต้องคิดต่อ


ตอนที่เราเริ่มคิดๆ กันนั้น ถ้าเราจะยกเลิกสัญญาเงินกู้ของบ้านที่อยู่ปัจจุบัน จะโดนทางธนาคารปรับ 4,000 เหรียญ เพราะเราเซ็นต์สัญญาดอกเบี้ยเงินกู้ไว้ 10 ปี แต่ด้วยความที่มันนานมากๆๆๆ ระหว่างนั้นทางธนาคารก็มีปรับดอกเบี้ยเงินกู้ลงเรื่อยๆ ซึ่งหมายความว่า เราจะโดนปรับมากขึ้น พอขายบ้านได้ ถ้าเรากับหมีจะยกเลิกสัญญาเงินกู้ปัจจุบัน จะโดนปรับถึง 12,000 เหรียญ (ขึ้นเร็วโคตรๆ) หมีเลยถาม finance broker ว่า จะขอโอนสัญญาบ้านปัจจุบ้น ไปเป็นเงินกู้สำหรับบ้านสวนได้ไหม เนื่องจากคำนวณดูแล้วไม่คุ้มที่จะเปลี่ยนอ่ะ แต่ทาง finance broker ก็ไม่ติดต่อกลับมาเสียที เขาคงคิดว่า ไม่คุ้มเขาที่จะทำให้เรามั้ง เพราะถ้าเราไปทำสัญญากู้ใหม่ เขาจะได้ commission มากกว่ามากมาย อีกทั้งจำนวนเงินเราน้อยด้วย

คงเดาได้ไม่ยากว่า เราเปลี่ยน finance broker กันใหม่ finance broker คนใหม่ก็ดี คือ ไม่พยายามยัดเยียดให้เราไปกู้ใหม่ ติดต่อธนาคารทำเรื่องให้เรียบร้อยดี เขาบอกว่า มันยุ่งยากกว่าการโอนเงินกู้แบบขายบ้านเก่าไปซื้อบ้านใหม่ (แบบที่ปลูกแล้ว) เพราะอย่างนั้นมันเหมือนกันบ้านแลกบ้าน เป๋็นหน่วยเดียวกัน ทางธนาคารไม่มีปัญญาอะไร แต่พอเป็นการไปปลูกบ้านใหม่บนที่ดินเปล่า มันจะเป็นการแลกบ้านกับบ้านที่ยังไม่มีตัวตน ทางธนาคารไม่ชอบ เพราะที่ติดเปล่ามีราคาน่้อยกว่าบ้าน+ที่ดิน


ถึงจะเป็นอย่างนั้นทาง finance broker ก็ทำเรื่องให้จนสำเร็จ ทางธนาคารส่งคนมาประเมินราคาที่ดินของสวน และปล่อยกู้ 80% ของราคาที่ดิน ส่วนเงินส่วนต่างที่เรากู้ไว้เอาฝากธนาคารไว้เป็นหลักประกัน พอบ้านใกล้จะเสร็จ เขาจะส่งคนมาประเมินราคาอีกที แล้วจะปล่อยเงินกู้ส่วนที่เหลือให้

พอตกลงว่า เปลี่ยนสัญญาเงินกู้จากบ้านนี้ไปบ้านสวน เราก็ต้องเปลี่ยนสัญญาปลูกบ้านด้วย จากตอนแรกที่จะเป็นชื่อเรากับหมี ก็เปลี่ยนเป้นชื่อหมีคนเดียว เพราะตอนกู้เงินสำหรับบ้านนี้ หมีทำก่อนเรามา เลยเป็นชื่อหมีคนเดียว ถ้าจะเอาเราเข้าไปด้วย ต้องทำเรื่องเปลียนสัญญาใหม่ แล้วค้องเสียค่าธรรมเนียมอีกหลายอยู่


เราว่า เราโชคดีที่มีหมีคอยติดต่อคุยเรื่องเงินให้ เพราะเราไม่รู้เรื่องอ่ะ หมีคุยกับ finance broker แบบภาษาเดียวกันมาก เรานี่ยังนั่งงงอยู่ ใช้เวลานานประมาณนึงกว่า จะสามารถมาสรุปเองได้ว่า เงินที่เขาพูดถึงนั้นมีสองส่วน เป็นเงินของเราเองส่วนหนึ่ง (กำไรจากการขายบ้าน) อีกส่วนหนึ่งเป๊นเงินของธนาคารที่เราคิดว่าเป็นของเรา  แต่ตอนเราคิดเนี่ย เราคิดว่า เป็นเงินเราหมดเลย เลยงงตาแตกเวลาเขาคุยกัน ฮ่าๆๆๆ



เราว่า เรื่องบ้านนี่แหละเป็นสาเหตุที่ทำให้เราหายไปนานมากๆ แก้ตัวๆๆ อิๆๆ



ตอนนี้บ้านเริ่มปลูกมาได้สักระยะแล้ว ผู้รับเหมารายนี้ก็สมคำร่ำลือที่ว่า ทำงานเอกสารช้า แต่ปลูกบ้านไว ผ่านมาหกอาทิตย์ ตอนนี้หลังคาเสร็จ สายไฟ ท้อประปาต่อเรียบร้อยแล้ว นี่ขนาดหยุดไปประมาณเกือบๆ สองอาทิตย์ เพราะฝนตกนะ  เราส่งเรื่องขอรับเงิน building boost grant ของรัฐไป (ไม่รู้ว่า เล่าไปหรือยังว่า ทางรัฐเขาให้เงินช่วยปลูกบ้านใหม่ 10,000 เหรียญ) ตอนนี้อยู่ระหว่างดำเนินการ อีกไม่นานคงได้เงินล่ะ


บ้านปลูกแล้วเรื่องวุ่ยวานก็ยังไม่หมดนะ ก่อนหน้านี้ยังต้องไปคุยกับช่างไฟเรื่องการเดินสายไฟไปในจุดที่เราต้องการ เพิ่มไฟ ติดพัดลม ทำไฟเข้าบ้านเป็น 3 phrase หมดไปอีก 6,000 เหรียญ คุยกับช่างทำรั้ว ทำรั้วสามด้านราคา 3,000 เหรียญ (ที่มากก็ต้องจ่ายมากนะฮะ) คุยกับช่างทำหลังคาเรื่องจะต่อระเบียงเพิ่ม ราคา 5,000 เหรียญ อาทิตย์หน้าพี่ชายหมีจะมาดูบ้าน ตีราคาเทคอนกรีตให้ ยังไม่รู้ว่า จะอีกเท่าไหร่

สรปง่่ายๆ ว่า ตอนนี้จนมากฮ่ะ ตั้งแต่ต้องจ่ายค่าเช่าบ้านมาเนี่ย รู้สึกได้ว่า จนมาก เพราะต้องทั้งผ่อนบ้านและจ่ายค่าเช่าบ้านพร้อมๆ กัน คงไม่ได้กลับเมืองไทยอีกสักปีสองปี



เอาไว้คราวหน้าค่อยมาลงรูปให้ดูนะ


     Share

<< The last two shows of 2011Sometimes you have to live >>

 

 

Name :
Email :
URL :
Comment :
กรอกข้อมูลก่อนส่ง CAPTCHA Image
Refresh
 

 

คุณพระคุณเจ้าช่วย !!! ปลูกบ้านทีนี่นรกแตกมากมายจริงๆ นะแก ขนาดแค่ชั้นซ่อมบ้านที่โดนน้ำท่วมไป ยังเหวี่ยงแล้วเหวี่ยงอีกไม่รู้กี่รอบ โดยเฉพาะกับช่างรับเหมาที่ชอบทำตัวรู้มาก แก้แบบเราอยู่เรื่อย แถมปากหมาอีก โมโหโคตร มาอ่านเรื่องแกสร้างบ้านเข้าไป กระบวนการซ่อมบ้านของชั้นจิ๊บๆ ไปเลยว่ะ
PloY   
Tue 28 Feb 2012 0:08 [1]