วันเกิดของเจ้าเอิร์ธน้อย

..นี่เป็นไดอารี่เล่มแรกของเอิร์ธ  ธนิดา คงเจริญ

วันที่ 30 มีนาคม 2547 เวลา 9.09 น. เป็นวันที่ผู้หญิงแสนสวยคนหนึ่งโดนผ่าท้อง (สวยแบบคิดไปเองรึเปล่าก็ไม่รู้ เพราะ ไม่ยังไม่มีใครยอมรับในข้อนี้ แต่ไม่เป็นไร  เอาเป็นว่า สวนในแบบของเราน่ะแหละ)

อาการมันเริ่มตั้งแต่ตี 2 กว่า เริ่มมีการปวดนิดๆ เหมือนปวดขี้ ตุ่ยๆน่ะ แต่เอ๊ะ!!  ทำไมปวดบ่อยจัง  ท่าจะไม่ใช่แล้วล่ะ ก็เลยปลุกสามีขึ้นมา บอกว่า ปวดท้องล่ะ สามีบอก  โทรไปหาหมอเลย( หมอที่พูดถึงคือ หมออานนท์ น่ารักมากๆๆๆ ใจดี ตลก ทะลึ่ง ถูกใจมากๆ)

ไอ้เราก็เกรงใจ  มันตอนตี 3 น่ะ  หมอหลับอยู่แหงๆ เดี๋ยวไม่ใช่ปวดท้องคลอดแต่เป็นปวดท้องขี้ขึ้นมา นอกจากหน้าแหกแล้ว หมออาจโมโห ไม่ยอมรับโทรศัพท์เราอีกต่อไป  จะทำยังไง เอาไงดีฟะ??

คิดไป คิดมา มันปวดอีกแล้ว  เอาวะ เป็นไงเป็นกัน  ก็เลยบอกสามี  พ่อจ๋า  โทรให้หน่อยนะ แหะ  แหะ  สามีก็โทรให้  พอบอกอาการหมด  หมอบอกว่า ให้ไปรอที่รพ.เลย  เดี๋ยวตามไป

เราก็อาบน้ำ สระผม เตรียมของที่จะไปนอนรพ.ไว้เลย เพราะ รู้ว่า ต้องไปอยู่หลายวัน  สรุผม อาบน้ำเสร็จ ก็ตรงไปรพ.มงกุฎวัฒนะ ที่แจ้งวัฒนะ เลย ไปเสร็จ เขาก็ให้ไปนอนรอที่รอเตรียมคลอด

ตอนแรก ประมาณ ตี 4 ก็ยังไม่ค่อยปวด ปวดนิดเดียว ไอ้เราก็คิดว่า ปวดแค่นี้เองเหรอ สบายโว้ย  ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด (คือ คิดถึงภาพผู้หญิงสมัยก่อน ดึงผ้าที่มัดไว้บนขื่อ แล้วนอนร้องครวญคราง แทบจะล้มดิ้นตายอยู่ตรงนั้นอ่ะ)

แต่พอตี 5 พยาบาล มาตรวจดูว่า ปากมดลูกเปิดกี่เซ็นต์  ไม่รู้ตอนล้วงเข้าไป ไปกระตุ้นต่อมปวดหรือยังไง พอล้วงเสร็จ  โอ้ว..แม่.. เจ้า  อารมณ์ ความเป็นแม่ใกล้คลอด มันโผล่ออกมาเลย  ความปวดเริ่มจู่โจมมากขึ้น มากขึ้น ประกอบกับ เสียงคนใกล้คลอดเตียงข้าง เริ่มโหยหวน คร่ำครวญ ด่าผัว ด่าทุกสิ่งอย่างที่ขวางหน้า เริ่มมีการปากระโถนฉี่ กระโถนขี้ดังโครมคราม สร้างบรรยากาศสุดๆ 

ไอ้เราก็ เอาไงดีฟะ ปวดก็ปวดนะ แต่ไม่กล้าแสดงออกขนาดนั้น ได้แต่ถาม "พยาบาลว่า เมื่อไหร่หมอวิสัญญีจะมาคะ  "ถามครั้งแรก ตอน 6 โมงกว่า  ตอนนั้น ปากมดลูกเพิ่งเปิดแค่ 3-4 เซ็นต์เอง (แอบคิด เปิดแค่ 3-4 เซ็นต์ยังปวดขนาดนี้ กว่าจะเปิด 8-9 เซ็นต์ ตูไม่ตายก่อนเหรอฟะเนี่ย  เริ่มเข้าใจความรู้สึกของเตียงข้างๆแล้ว  ซึ่งตอนนั้น เตียงข้างๆ โดนเข็นขึ้นเขียงไปแล้ว)

 แล้วมันเริ่มปวดแบบม้าก..มาก ตอน 7 โมง แต่หมอก็ยังไม่บล็อคหลังให้ เพราะ ยังไม่ถึงเวลาคลอด  เดี๋ยวให้เร็วเกินไป ตอนนี้หายปวด แต่พอผ่าจริงมันหายชา ต้องผ่าแบบสดๆ แบบไม่ใช้แสตนอิน ไม่มีตัวแสดงแทน  เอ่อ...แบบนี้ คงไม่ดีแน่ๆ

 เราเองก็เข้าใจในเหตุผลแหละ  แต่พอมันปวดมาก สัญชาติญาณดิบมันเริ่มออกไง เริ่มโวยวาย  ทำไมหมอยังไม่มาบล็อคหลังอีกล่ะคะ นี่มันตั้งนานแล้วนะคะ ปวดมากแล้วด้วยอ่ะ  ปวดเหมือนปวดขี้ แต่ขี้ไม่ออกน่ะ แต่มันเป็นขี้ก้อนใหญ่โคตร ก้อนใหญ่ประมาณ 3.3 กิโลน่ะ คิดดูว่า มันจะปวดขนาดไหน  ปวดแบบ บอกไม่ถูกโว้ย  

ตอนนั้น นางพยาบาลก็ไปเรียกพ่อเบิร์ด(สามี) มาอยู่ข้างๆ มาให้กำลังใจ  หรือว่า รำคาญที่จะปลอบเราให้สงบก็ไม่รู้ ก็เลยให้สามีมาจัดการเมียตัวเอง โทษฐานฉีดเด็กเข้าท้อง ทำให้เมียต้องเจ็บตัวแบบนี้  พอเราปวดมากๆๆๆๆ พ่อเบิร์ดก็ไม่รู้จะทำยังไง  ได้แต่บอกว่า "หายใจลึกๆ" ไอ้เรา ด้วยความที่ปวดมาก เลยสวนกลับไปว่า "หายใจลึกๆ จะหายปวดได้ไงเล่า มันไม่ได้หายใจเอายาแก้ปวดเข้าไปด้วยซะหน่อย "  แหะ  แหะ  ขอโทษนะคะ พ่อเบิรืด ตอนนั้นมันควบคุมอารมณ์ไม่ค่อยได้น่ะ  แต่แม้ว่า ปากจะบ่นนู่น บ่นนี้ แต่เราก็ลองทำตามนะ  ปรากฎว่า มันดีขึ้นจริงๆว่ะ

พอรู้สึกดีขึ้น แทนที่จะขอบคุณพ่อเบิร์ด ดันพาลอีก บอกเขาว่า "ทำไมเพิ่งมาบอกล่ะ ปล่อยให้ปวดอยู่ได้ตั้งนานน่ะ"  เอ้า.. เอาเข้าไปตู  แย่จริงๆเลย ทำไมทำตัวแบบนี้ฟะ  ขอโทษอีกรอบนะคะพ่อเบิร์ดสุดที่รัก และขอบคุณมากๆที่เป็นกำลังใจให้ตลอดเวลา โดยไม่ถือโทษโกรธเคืองเลย  ขอบคุณจริงๆ  ซึ้งใจจัง....

ตอนทีปวดมากๆ คิดว่า อยากลุกไปเอาเข็มฉีดยามาฉีดเอง  แต่ลุกไม่ขึ้น เพราะ ฤทธิ์ยาแก้ปวด (ที่เขาให้ตั้งแต่ ตอนที่เราเริ่มโวยวายว่า ปวด)ซึ่งยานั้นทำให้ง่วงมาก แต่ไม่หายปวดเลย ไอ้เราก็ปวดแบบง่วงๆ มึนๆ ทรมานกว่าเดิมอีกตู  เฮ้อ!!  ไม่รู้ว่า ให้ยาผิดหรือเปล่า แทนที่จะให้ยาแก้ปวด ดันให้ยานอนหลับแทน แต่อีนี่ เสือกไม่หลับ เลยซวย

 รอจน 8 โมงกว่าๆ หมอถึงมาบล็อคหลังให้  พอบล็อคหลังเสร็จ หายปวดเป็นปลิดทิ้งเลย รู้สึกสบายจัง ไม่ปวดแล้ว เย้ๆๆ

พอให้ยาเสร็จ ก็พาเราไปขึ้นเขียง เพื่อเราลูกที่น่ารักออกมา  คุณพ่อเบิร์ดก็ตามไปจนถึงหน้าห้องผ่าตัด 

 ระหว่างผ่า เรารู้สึกตัวตลอดเวลาเลย หมออานนท์ชวนคุยโน่น คุยนี่ เพลินไปเลย  ไม่รู้สึกเจ็บไม่รู้สึกกลัวแม้แต่นิดเดียว แต่รู้สึกหนาวมาก ตัวสั่นตลอดเวลาที่อยู่ในห้องผ่าตัดเลย  จนได้ยินเสียงเด็กนั่นแหละ  เราถึงรู้ว่า ลูกสาวที่น่ารักที่เรารอคอยมานาน  คลอดออกมาจากพุงใหญ่ๆของเราแล้ว

วันอังคาร ที่ 30 มีนาคม ปี 2547 เวลา 9.09 น. ก็มีเสียง ร้องแงๆๆๆ  จากปากของน้องเอิร์ธ ลูกสุดที่รักของเราทั้งสองคน 

พอคลอดออกมา สิ่งแรกที่เราถามหมอก็คือ "ลูกตากี่ชั้นคะ?" (เพราะ เดิมที เราเป็นคนตาชั้นเดียว แต่แม่สุดที่รัก รักที่สุดพาไปกรีดตา 2 ชั้นตอนม.4 พอกรีดตามา เลยสวยพริ้ง จากหน้า อีซิ้มโบ๊ะ กลายเป็นเจนนี่ ไปในพริบตา  แหะ  แหะ )

พอรู้ว่า ลูกตา 2 ชั้น ก็สบายใจแล้ว  ไม่มีการถามเลยนะ ลูกพิการไหม ครบ 32 รึเปล่า มีอะไรผิดปรกติไหม? แหะ  แหะ  พอเห็นหน้าลูกครั้งแรก แม้ว่า จะไม่ได้ร้องไห้ น้ำหู น้ำตาไหลเหมือนในทีวีที่เราเห็น แต่เราก็รู้สึก ดีใจมากๆๆๆๆที่เห็นหน้าลูก   ตกหลุมรักลูกตั้งแต่แรกเห็นเลยล่ะ รู้สึกรัก  ผูกพัน หวงแหน อยากทะนุถนอม อยากกอด  อยากหอม อยากอุ้ม แต่ตอนนี้ตูง่วงมาก อยากนอนแล้วอ่ะ

พอหมอให้แม่ดูหน้าพอเป็นพิธีแล้ว ก็เอาไปให้พ่อเบิร์ดดู  แต่ไม่รู้ครั้งแรกที่พ่อเบิร์ดเห็นเป็นยังไง ร้องไห้ไหม? เพราะ ตอนนั้น เราอยู่ห้องที่ให้พักหลังคลอด พอพ่อเบิร์ดดูลูกเสร็จ ก็มาดูเมีย ที่นอนง่วงอยู่  มาถามอาการด้วยความเป็นห่วง น่ารักจริงๆเลย สามีเราเนี่ย  เราก็เลยบอกว่า ให้ไปดูลูกเถอะ  ไม่ต้องเป็นห่วงเรา ( เพราะตูอยากนอนมากๆ โคตรง่วงเลย)

พอนอนซักพักดูอาการหลังคลอด  รู้แล้วว่า อีนี่ปลอดภัย ไม่ตาย  ไม่ตกเลือด ก็พาไปที่ห้องพักผู้ป่วย

พอไปถึงที่ห้อง ก็เห็น พ่อ แม่ (ทั้งของเรา และ สามี) รวมถึงพี่ น้อง สามี และ ลูก อยู่เต็มห้องเลย ว้าว!!  ช่างอบอ่นจริงๆเลย ห้องใหญ่ๆ แคบลงไปทันทีเลย  แต่ก็รู้สึกดีมากๆๆเลย

วันแรกหลังการคลอด เขาก็พาลูกมาให้ดู ให้กอด แต่ยังไม่ให้มากินนม เพราะ ฤทธิ์ยาเรายังไม่หมด

พอวันที่ 2 ฤทธิ์ยาหมดแล้ว  โอ้ว!!  โคตรเจ็บแผลเลย จะเดิน จะลุกนั่ง ทรมานสุด พอเดินไปดูลูก ก็มีเลือดไหลไปตามทาง ดูเหมือนหนังสยองขวัญเลยอ่ะ  น่ากลัวมากๆๆ

พอวันที่ 3-4 เริ่มให้นมลูก แต่ไม่ค่อยมีน้ำนมเลย  ลูกก็ไม่ค่อยยอมดูด เพราะ แรกเกิด นางพยาบาลให้นมขวด พอมาดูดนมแม่ เลยขัดใจ เพรา การดูดไม่เหมือนกัน ดูดยาก และ น้ำนมก็ไหลช้า ไม่ทันใจ เลยแหกปากดังลั่นเลน ดูๆเหมือน อีแม่เอาลูกมาทรมานยังไงก็ไม่รู้  อีแม่ก็พยายามยัดนมเข้าปากลูก อีลูกก็ส่ายหน้าหนี อีแม่ก็ไม่ยอมแพ้ พยายามให้ลูกงับนมให้ได้ อีลูกก็ไม่ยอมแพ้เหมือนกัน ทั้งร้อง ทั้งแหกปาก กว่าจะให้นมเสร็จ หมดสภาพทั้งแม่ ทั้งลูกเลย เฮ้อ!!

พอใกล้วันออกจากรพ. เขาก็สอนวิธี อาบน้ำ สระผม ให้ลูก อีแม่ไม่กล้า เพราะ กลัวลูกจะหลุดมือ คุณพ่อเบิร์ดเลยต้องเป็นคนทำทั้งหมด  อิ  อิ เข้าแผนตูเลย

ตอนที่อยุ่ที่รพ. น้องเอิร์ธเป็นเด็กที่ร้องดัง และ ร้องบ่อยที่สุด เพราะ ขี้ร้อน และ ขี้หิว กินนม 2 ออนซ์ เท่าเด็กอื่นไม่พอ เด็กคนอื่นดูดนม 2 ออนซ์ นอนหลับ สบาย แต่น้องเอิร์ธต้องดูด 3 ออนซ์ ถึงจะยอมนอน

ตอนนอน ถ้าไปนอนที่ห้องเด็กคนอื่นนอน ซึ่งนางพยาบาลปรับไว้ที่ 25 องศา เจ้าลูกดิชั้น นอนไม่ได้เหงื่อเต็มหัวเลย ต้องพามานอนห้องข้างนอน ที่นางพยาบาลนั่ง เพราะ จะเย็นกว่าหน่อย ลูกดิชั้นถึงจะหลับ เฮ้อ!

พอถึงวันที่ 4 ก็ออกจากรพ. มาเผชิญโลกแห่งความเป็นจริง ที่ไม่มีนางพยาบาลมาคอยดูแล ไม่มีคนคอยเข็นลูกไปนอนตอนเราหลับ เป็นโลกที่เราต้องดูแลลูกเองตลอด 24 ชม. เอาล่ะโว้ย!!  งานนี้ สนุกแน่ๆ 

------------------------------------------------------------------------------------------------

...วันที่ลูกกลับบ้าน....

และแล้ว  วันนี้ที่รอคอยก็มาถึง  วันที่พาลูกน้อยกลับบ้านเรา โฮมสวีทโอม โอ้ว!! 

วันแรกที่ลูกน้อยเข้ามาอยู่ในบ้าน  บ้านที่เคยเงียบ และ สลบ ก็ไม่สงบอีกต่อไป เพราะ เจ้าลูกรัก เล่นแหกปากร้องทุก 2 ชม เพื่อจะให้แม่เอานมมายัดปาก อีแม่ก้ไม่ค่อยมีน้ำนมไหล เพราะลูกไม่ค่อยยอมดูด ไอ้ครั้นจะดูดเอง ก็ดูดไม่ถึงอีก สงสัยเต้านมสั้นไป ยานไม่พอ   พอให้พ่อเบิร์ดดูด พ่อก็บอกว่า" ไม่เอาๆๆ เหม็นคาว" (ทีแต่ก่อน ดูดเอา ดูดเอา บอกว่า อร่อย ทีตอนต้องการให้ดูดดันบอกว่า เหม็นคาว เดี๋ยวเอานมตบปากเสียนี่)เอาไงล่ะ ทำอะไรไม่ได้ ก็ได้แต่ตั้งหน้า ตั้งตา ตั้งนม ปั้มต่อไป......

ตอนแรก ลองใช้ที่ปั้มของพีเจ้นท์ โอ้ว.. แม่..เจ้า.. ปั้มอยู่ชั่วโมง นมออกมา 3 หยด อ๊าก!!!!!!!! 

เลยเปลี่ยนยี่ห้อมาเรื่อย จนได้ที่ปั้มของ เมดูล่า ดีมากเลย ปั้มที นมพุ่งปรี๊ดๆๆๆๆ (น้ำนมพุ่งนะ ส่วนเต้านมน่ะ สั้นเหมือนเดิม ไม่ได้พุ่งแหลมออกมา) เย้ๆๆๆๆ ในที่สุด เราก้ปั้มนมให้ลูกกินได้แล้วโว้ย  ดีใจจัง เย้ๆๆ

ช่วงแรกๆ อ้อจะพาเอิร์ธไปหาหมอบ่อยมาก เพราะ  ลูกคนแรกไง ร้องมากหน่อยก็ไปหาหมอ ลูกขี้บ่อยก็พาไปหาหมอ ลูกอ๊วกก็พาไปหาหมอ ลูกตดก็พาไปหาหมอ (อันหลังก็เว่อร์ไปนิด ) จนหมอบอกวา "คนที่ควรไปหาหมอ ควรจะเป็นคุณแม่นะคะ เพราะคุณแม่เครียดเกินไปแล้วค่ะ "  แหะ  แหะ  อารายฟะ หาหมอบ่อย ก็โดนหมอด่าอีก เฮ้อ!! 

 รู้ยังงี้ตอนเอนท์  เลือกคณะกุมารแพทย์ก็ดีหรอก  (กล้าพูดเนอะ โง่เลขขั้นเทพ บวก ลบ ยังนับนิ้วอยู่เลย  บอกจะสอบหมอ  แหม!! ไม่อายเลยนะ) 

แล้วช่วงที่น้องเอิร์ธเพิ่งคลอด เด็กทำงานบ้านลาออกไปหมดเลย ตา ยาย ก้ไปอเมริกาอีก ดีนะที่ย่ามาช่วยเลี้ยง เลยมีคนช่วยซักผ้าอ้อม ไม่งั้นแย่แน่ๆ เพราะ น้องเอิร์ธตอนช่วงกินมแม่ ขี้บ่อยมาก ดูดนมเสร็จก็ขี้ จามทีก็ขี้แตก ตดออกมาขี้ก็เล็ด หัวเราะมากๆก็ขี้หลุด  เฮ้อ!! มนุษย์ขี้ของจริงเลยล่ะ

 ตอนแรกคุณย่า ก็มุ่งมั่นจะใช้ผ้าอ้อมแบบผ้าน่ะ ไม่ยอมใช้ผ้าอ้อมสำเร็จรูป แต่เจอหลานขี้เป็นนกขนาดนี้ แถมช่วงนั้น ฝนตก ผ้าอ้อมตากไม่แห้ง  คุณย่าก็ยอมแพ้ ยอมให้ใช้ผ้าอ้อมสำเร็จรูปที่พ่อเบิร์ดแบกมาจากญี่ปุ่น (ที่นู่น ผ้าอ้อมสำเร็จรูปดีมากๆๆๆๆ นิ่มมาก ไม่บาดขา และราคาถูก เหมาะกับเด็กขี้บ่อยแบบเอิร์ธ)

ตอนที่ทรมานที่สุด น่าจะเป็นช่วงกลางคืน เพราะต้องตื่นทุก 2 ชม. เพื่อป้อนนมเอิร์ธ... พอป้อนนมเสร็จ.... พาเอิร์ธลงนอนตรงเตียงของเขา....  ก็ต้องมาล้างขวดนม....   แล้วก็เอาขวดใส่เครื่องนึ่ง..... แล้วก็มานั่งปั้มนมใส่ขวดใหม่.... พอปั้มนมเสร็จ......  ก็เอานมไปแช่เย็น..... แล้วหยิบขวดนมที่ปั้มแช่ในช่องแข็งไว้เอามาวางรอให้มันละลาย....   แล้วก็มาเอาขวดที่นึ่งออกมาจากเครื่องมาคว่ำไว้ให้แห้ง.... เสร็จทั้งหมด....  ก็จะเอนหลังนอน....... ลูกแหกปากร้องอีกแล้ว ได้เวลากินนมรอบต่อไป เฮ้อ!!  เป็นอย่างนี้ทุกคืน จนน้องเอิร์ธอายุเกือบสองขวบ ถึงดีขึ้น นอนยาวขึ้น แต่กว่าจะนอนรวดเดียวก็เกือบ 3 ขวบแน่ะ ...ว้าว!!  นี่ถ้าไม่ใช่ลูก คงทำไม่ได้ขนาดนี้แน่ๆ นี่แหละ เขาเรียกว่า มหัศจรรย์แห่งรัก....โอ้ว...ซึ้งตัวเองจัง  ทำไมตูเป็นแม่ที่ดีขนาดนี้ฟะเนี่ย...ซึ้ง!

มีอยู่คืนนึง ตอนป้อนนม ง่วงโคตรๆ คือ มันเป็นกริยาขั้นสูงสุดของคำว่าง่วงน่ะ  เพราะ ไม่ได้นอนติดกันมาหลายคืนแล้ว ป้อนไป ป้อนมา หลับ...หลับทั้งคนป้อน หลับทั้งคนดูด มาสะดุ้งตื่นอีกทีตอนได้ยินเสียงดัง ตุ๊บ!! ตื่นมา มองที่มือ อ้าว!! ทำไมเหลือแต่มืองอๆฟะ แล้วขวดหายไปไหนล่ะเนี่ย  มองไป มองมา อ๋อ!! อยู่นั่นเอง  ก็หยิบขึ้นมาป้อนต่อด้วยความง่วงและสะลึมสะลือ จนลืมคิดไปว่า ตอนที่หยิบขวดนมขึ้นมาน่ะ .......หยิบมาจากถังขยะ...แหะ  แหะ  มารู้ตัวอีกที ก็ตอนลูกกินหมดขวดแล้วอ่ะ  แหะ  แหะ  ถือว่า สร้างภูมิต้านทานแล้วกันนะลูก

ช่วง 1-3 เดือนแรก เอิร์ธร้องกินนมตลอดเวลา กินวันละประมาณ 40 ออนซ์ (เห็นแม่เป็นวัวหรือฟะเนี่ย ) พอป้อนเสร็จ ไม่ถึง 2 ชม. ก็ร้องจะกินอีก ทำปากจู๋จะดูดนมตลอดเวลา...

นี่แหละ เป็นสาเหตุที่ทำให้เอิร์ธติดจุกนมจนถึงอายุ 5 ปี....

ตอนคลอด เพื่อนๆมาเยี่ยม ก็จะเอาพวก จุกหลอก เสื้อผ้าเด็ก ของใช้ต่างๆมาให้  ซึ่งเราก้ไม่เคยเอาจุกหลอกมาใช้เลย

จนกระทั่งวันนึง.....ยายลี(ป้าที่เลี้ยงอ้อมาตั้งแต่เล็ก เลี้ยงแม่อ้อด้วย เลี้ยงพี่ชาย และ น้องชายอ้อด้วย ) เขาเห็นว่า น้องเอิร์ธร้องจะกินนมตลอด เลยเดินฉับๆๆๆๆไปหยิบจุกหลอกไปล้าง แล้วยัดเข้าปากเลย ต่อหน้าต่อตาแม่อ้อ ซึ่งอ้าปากค้านไม่ทัน

ครั้งแรก ...น้องเอิร์ธบ้วนทิ้ง อาจจะไม่คุ้น หรือ ดูดไม่เป็น หรือ อะไรก็ไม่รู้ไม่อาจคาดเดาได้เหมือนกัน

แต่ ยายลีผู้มากด้วยประสบการณ์การเลี้ยงเด็กโชกโชน มีรึจะยอมแพ้เด็กทารก ฝันไปเถอะ !!  บ้วนได้ ก็ยัดเข้าไปใหม่ได้ ครั้งหลังนี้ พอยัดเสร็จ แกเอามือจับไว้เลย ไม่ยอมให้บ้วนออกมาอีก  

หลังจากคราวนั้น  น้องเอิร์ธก้ดูดจุกหลอกแบบ non stop  ดูดมาเรื่อยๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆจนถึงอายุ 5 ขวบแน่ะ เฮ้อ!!

--------------------------------------------------------------------------------------

เวลาผ่านไป.....ผ่านไป....ผ่านไป.....ผ่านไปกี่ปีดีฟะ ?? 

เอาเป็นว่า....เล่าเรื่อง ตอนที่พาน้องเอิร์ธขึ้นเครื่องบินครั้งแรก....ตอนอายุ 1 ขวบ 2 เดือน

ครั้งนั้น พาไปเที่ยวกระบี่ พ่อเบิร์ดทำงานบนเครื่องไป แม่อ้อกับเอิร์ธทำตั๋วตามไปด้วย ตา ยาย ก็ตามไปด้วย ไปกันทั้งโคตรเลยอ่ะ

อีแม่ อีพ่อตื่นเต้นมาก  กลัวไปหมด กลัวลูกร้อง กลัวลูกป่วย กลัวลูกปวดหู กลัวตกเครื่อง กลัวไปหมด... ครั้งแรกก็ยังงี้แหละ เนอะ ของทุกอย่างที่ทำครั้งแรกมันจะตื่นเต้น ซู่ซ่า วาบหวิว เร้าใจแบบนี้แหละ พอทำบ่อยๆก็ชิน (นี่เราพูดถึงการพาลูกขึ้นเครื่องอยู่ใช่ไหมเนี่ย หรือ เรื่องอะไร งง )

ไปคราวนั้น 3 วัน 2 คืน แต่แม่อ้อเตรียมของไปเหมือนว่า จะย้ายสำมะโนครัวไปอยู่กระบี่แน่ะ แบกไปทุกอย่างในโลกนี้ มีพร้อมหมด ไม่ว่าจะเป็นอ่างอาบน้ำเป่าลม  ยาต่างๆ สบู่ แชมพู ผ้าเช็ดตัว ผ้าอ้อมประมาณ 300 ผืน (เว่อร์ไปหน่อย แต่ก็ประมาณนี้แหละ ) น้ำต้มสุก สำลี นม ขวดนม น้ำยาล้างขวด ที่ล้างขวด ที่นึ่ง จุกหลอก (สำคัญมาก...) นิทาน  โอ้ย!!  เยอะมาก เอาเป็นว่า แทบจะแบกบ้านไปด้วยอ่ะ กว่าจะเตรียมของเสร็จแทบแดดิ้นตาย เหนื่อยมาก

พอถึงวันไป ก็ไปเช็คตั๋ว โหลดกระเป่า (พ่อเบิร์ดเอาไปเป็นส่วนใหญ่ ) เราก็เข็นรถพาน้องเอิร์ธไปรอขึ้นเครื่อง

และแล้ว...ก็ถึงเวลาขึ้นเครื่อง พอพาขึ้นเครื่อง โชคดีที่คุณตาไปด้วย (ตาเคยเป็นกัปตันมาก่อน) เลยพาลูกๆ หลานๆ ไปนั่งชั้นธุรกิจได้ แต่อีแม่ยิ่งกดดัน เพราะ เวลานั่งชั้นธุรกิจ ต้องนั่งเรียบร้อยมาก เพื่อไม่ไปรบกวนผู้โดยสารตัวจริง

พอเครื่องขึ้นปุ๊ป อีแม่เอานมยัดปากปั้ปเลย เพื่อกันปวดหู พอดูดนมหมด อีแม่ก็เอาจุ๊กยัดปากต่อเลย ไม่ให้ปากว่างเลย จะได้ไม่ส่งเสียงรบกวนคนอื่นไง  พอจุ๊กเข้าปาก ตาก้เคลิ้ม หลับคร่อก.... จนถึงที่หมาย ...เฮ้อ!! รอดไป 1 ยก

หลังจากทริปชิมลางขึ้นเครื่องบินครั้งนั้นแล้ว ก็พาไป เชียงใหม่ ไปภูเก็ต

และพอประมาณ 1ขวบครึ่ง ก็พาไปเกาหลีซึ่งเป็นการเดินทางไปต่างประเทสครั้งแรกในชีวิตเอิร์ธ  เหมือนเคย อีลูกเฉยมาก แต่คนที่ตื่นเต้นมาก คือ อีพ่อ กับอีแม่ ตอนน้นเกาหลีหนาวมากด้วย สัมภาระเลยเยอะมากเป็นพิเศษ เอาไว้จะเล่ารายละเอียดวันหลังแล้วกัน เนอะ

หลังจากไปเกาหลีแล้ว ก็พาไปสิงคโปร์  ฮ่องกง ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย  .....แล้วจะเอาภาพที่ไปเที่ยวมาให้ดู แต่ไม่รู้ว่าจะลงเป็นหรือเปล่านะ ต้องลองดูก่อน แหะ  แหะ 

---------------------------------------------------------------------------

...หาโรงเรียน......

ตอนอ้อเรียนที่จุฬา ปี 3 ได้เลือกเรียนวิชา จิตวิทยา ด้วยเหตุผลที่ว่า วิชานี้ ได้เกรดง่ายดี  แหะ  แหะ  ไม่ได้คิดอะไรเลย  แต่พอเรียน ก็ได้เรียนเรื่อง นีโอฮิวมีนิส ของ อาจารย์ เกียรติวรรณ อมาตยกุล 

พอเรียนแล้ว สิ่งแรกที่คิดเลยคือ ถ้าตูมีลูก ตูจะให้เข้ารร.นี้แน่นอน (แต่ตอนนั้นยังไม่มีผัวเลย  แต่คิดข้ามขั้นไปแล้ว)

เพราะ ชอบแนวคิดรร.นี้ เพราะ รร.นี้ ไม่มีการตีเด็ก ครูจะเป็นทั้งเพื่อนเล่น และเป็นครูในเวลาเดียวกัน  รร.นี้ไม่มีการแข่งขัน  ไม่เร่งเรียนอย่างบ้าคลั่ง มีแต่การพูดในแง่บวก เพื่อให้เด็กซึมซับและเชื่อว่า เขาเป็นคนดี เขาเป็นคนเก่ง  เมื่อชมบ่อยๆ สิ่งเหล่านี้จะลงไปสู่จิตใต้สำนึก และเด็กจะเป็นคนที่มองโลกในแง่บวก และใช้ชีวิตอย่างมีความสุข

พอเรียนเสร็จ  โอ้โห!!  นี่มันโรงเรียนในฝันชัดๆเลย  อยากให้ลูกเรียนโว้ย!!  (ขอย้ำ แต่ตอนนั้น ยังไม่มีคนผลิตลูกเลย แต่ตอนนั้นเป็นแฟนกับพ่อเบิร์ดแล้วนะ แต่ยังไม่ได้แต่งงานไง  แหะ  แหะ  ) 

 

....และแล้ว...ฝันก็เป็นจริง.....

ตอนนั้น น้องเอิร์ธ 2 ขวบ อ้อก็จะหาโรงเรียนให้ลูก อยู่ๆ ก็นึกถึงหนังสือที่เราเคยเรียนตอนปี 3 ก็ไปค้นหนังสือเล่มที่อ.เกียรติวรรณแต่ง เรี่อง นีโอฮัวมินิส  เอามานั่งหาชื่อรร.และ เบอร์โทรศัพท์ ในที่สุด ก็สืบหาจนสำเร็จ..

พอได้เบอร์ ก็รีบแทงทันที (ไม่ช่าย!! ไม่ใช่เบอร์หวย) พอได้เบอร์ ก็รีบโทรทันที ถามเรื่องการเข้าเรียน การสมัคร ต้องทำยังไง  ได้คำตอบมาว่า "ต้องจับสลากอย่างเดียวเท่านั้น ไม่มีสอบ ไม่มีเส้น "

ชิกหายล่ะสิ เอาไงฟะ ?? ตูยิ่งไม่มีดวงทางด้านนี้อยู่ด้วย ขนาดตอนเด็กๆ จับฉลากเข้าโรงเรียน จับ3 แห่ง ไม่ได้เลยสักแห่ง  โอ้ว..แม่..เจ้า ...ซวยแล้ว!!! 

พอถึงวันจับสลาก ...

เอิร์ธป่วย... ต้องให้คุณย่าไปจับแทน เพราะ อ้อต้องดูแลลูก ส่วนพ่อเบิร์ดก็ไปทำงาน ไอ้เราก็รอลุ้นอยู่บ้าน  หนาวๆ ร้อนๆ ไม่รู้จะหมู่หรือจ่า เพราะนอกจากรร.นี้แล้ว ไม่ได้ไปดูที่อื่นเลย มั่นใจมากๆ 

พอประมาณ 10 โมง คุณย่า โทรมาบอกว่า "จับได้นะ "

โห!!!  ดีใจมาก กระโดดตัวลอยเลย ลูกตูมีที่เรียนแล้วโว้ย!! เป็นรร.ที่เราอยากให้ลูกเข้ามากๆๆๆๆๆด้วย เย้ๆๆๆๆ

ต้องขอบพระคุณ คุณย่าอู๊ดเป็นอย่างสูงที่ทำให้เอิร์ธได้เรียนที่รร.อมาตยกุล  ขอบคุณจริงๆค่ะ

-------------------------------------------------------------------------------------

+++   เตรียมตัวก่อนเข้าเรียนจริง +++

...ฝึกอยู่รวมกับผู้อื่น....

อ้อก็กลัวมากเลย กลัวว่า ลูกจะร้องตอนไปรร. ก็เลยพาไปเรียนที่ GYMBUREE เพื่อให้รู้จักเล่นกับเพื่อนที่ไม่ใช่พี่ๆ หลานๆในบ้าน รู้จักการอยู่รวมกับคนอื่น  ตอนแรกๆเขาก็ไม่เล่นกับใครนะ  นั่งเป็นผู้สังเกตการณ์อยู่ห่างๆ แต่ครูที่นี่เขาก็ไม่บังคับนะ ปล่อยให้เด็กคุ้นเคยและยอมเข้ามาร่วมกิจกรรมเอง เด็กก็จะรู้สึกสนุก อยากเล่นเอง

กว่าน้องเอิร์ธจะคุ้น ก็ปาไปครั้งที่ 3 น่ะ ถึงยอมเข้าไปเล่นกิจกรรมเองด้วยความเต็มใจ  ก็ยังดี เนอะ

 

...ฝึกนั่งส้วม.....

พออยู่บ้าน ก็ฝึกให้นั่งส้วม เลิกใส่ผ้าอ้อมสำเร็จรูป  โอ้โห ! กว่าจะสำเร็จ ยากมาก ช่วงก่อนที่จะเลิกใส่ผ้าอ้อม เขาท้องผูกตลอดเลย เพราะ เวลาอึในผ้าอ้อมสำเร็จรูปน่ะ มันอึไม่สุดหรอก เพราะตอนนั้นก็ 3 ขวบแล้ว อึก็ก้อนใหญ่ พออึไป อึมาก ตุงผ้าอ้อม อึต่อไม่ได้ เพราะขี้มันจิ้มรูตูดอยู่ไง  เลยไม่เบ่งต่อ ขี้ก็ค้างอยู่ในลำไส้(มั้ง) พอขี้ครั้งต่อไปก็แข็งโป๊กเลย บางทีต้องแงะขี้จากตูดกันเลยทีเดียว

แต่พอวันนึง เขาคิดจะเลิกนะ เลิกเองเลย งง มาก คือ ทั้งอ้อ ทั้พ่อเบิร์ด พยายามอยู่หลายครั้งในการให้เขาอึในส้วม แต่เขาไม่ยอม คือ นั่งส้วมแล้วนะ แต่ไม่ยอมอึ ร้องจะเอาแพมแพม  จนในที่สุดต้องเอาผ้าอ้อมสำเร็จรูปมาใส่ แล้วยืนขี้มันอยู่ข้างๆโถส้วมน่ะ โห!!  สุดยอดเลย

 

...จนมาวันนึง...

วันนั้น อ้อมีเมนส์ ก็เอาเขาเข้าไปในห้องน้ำด้วย  เขาก็เห็นเลือดที่อยู่บนผ้าอนามัย 

น้องเอิร์ธ  ---  ทำไมแม่ยังใส่แพมแพมอยู่ล่ะคะ  แล้วมีเลือดออกด้วย

แม่อ้อ -- ก็แม่ไม่ยอมอึในส้วมไงลูก นี่ไง แม่ยังใส่แพมแพมอยู่เลย เห็นไหม? นี่ถ้าหนูไม่อึในส้วมนะ หนูจะมีเลือดออกแบบแม่นี่แหละ

หลังจากวันนั้น  น้องเอิร์ธไม่ใส่แพมแพมอีกเลย 

โถ่!!  รู้ยังงี้ ให้ดูตั้งนานแล้ว  เฮ้อ!!

 

....ฝึกเลิกขวดนม....

อันนี้ ไม่ต้องฝึกเลย เพราะ เขาเห็นพี่ชาย และ พี่สาว(ลูกของพี่ชายคนโต กับ คนรอง) ที่อยู่ในรั้วบ้านเดียวกันดูดนมกล่อง  เขาก็อยากกินบ้าง  อีแม่ก็เลยถือโอกาส ให้เลิกขวดเลย เขาก็ไม่มีปัญหาอะไร

 

....ฝึกเลิกจุกหลอก....

อันนี้ ก่าจะสำเร็จ ก็ปาเข้าไปประมาณ 5 ขวบ

ตอนแรก อ้อกังวลมาก เพราะที่รร.จะมีให้นอนกลางวัน  และน้องเอิร์ธจะต้องดูดจุกหลอกตอนนอนทุกครั้ง ถ้าไม่ดูด ก็จะนอนไม่หลับ

แต่พอไปรร.เขากลับนอนกลางวันได้โดยไม่ต้องใช้จุกหลอกเลยอ่ะ งง เขาบอกว่า อายเพื่อน ไม่กล้าเอาขึ้นมาดูด แต่พอกลับบ้าน จะนอน ต้องเอามาดูดเหมือนเดิม

---------------------------------------------------------------

+++  ไปโรงเรียนของจริงแล้ว+++

....วันแรก....

ที่โรงเรียน อมาตยกุล เขาจะให้เด็กมาเรียนซัมเมอร์ก่อนเข้าเรียน อ.1 เพื่อเด็กจะได้ไม่งอแงมาก เวลาต้องเรียนจริงๆ

วันแรก เขาให้ผู้ปกครองนั่งอยู่ด้วย ไปทำกิจกรรมต่างๆกับลูกตลอดทั้งวัน และเลิกเรียนประมาณ 12.00 น. ก็กลับบ้านแล้ว

กิจกรรมก็ไม่มีอะไรมาก

9.00 น. เข้าแถว เครพธงชาติ ใต้อาคารเรียน  ซึ่งดูเหมือนจะไม่ค่อยมีใครอยากเครพซักเท่าไหร่ เพราะ มีเด็กหลายคนไม่ยอมเข้าแถว บางคนจะออกไปวิ่งเล่น บางคนร้องไห้กระจองอแง  ส่วนลูกดิชั้น ยืนเฉยๆ นิ่งมาก แต่ไม่ยอมร้องเพลง ตามัวมองหาแต่พ่อ แม่

พอเครพธงชาติเสร็จ ก็จะมีให้ออกกำลังกาย เด็กหลายคนก็ร่วมกิจกรรมดี ส่วนผู้ปกครอง ออกเสต๊ปยิ่งกว่าลูกอีก เพราะกะว่า เดี๋ยวลูกคงเต้นตาม แต่ปรากฎว่า ลูกเห็นแม่เต้น คงตกใจ ยืนร้องไห้เลย  แหะ  แหะ  และพอออกกำลังเสร็จ ก็มีร้องเพลง โดยให้เด็กจับคู่กัน และร้องเพลงเพื่อทักทาย และ สวัสดีกัน  แต่ลูกดิชั้นก็ยังคงนิ่งเฉย  ไม่ขยับเขยื้อนเหมือนเดิม

พอทำกิจกรรมต่างๆหน้าเสาธงเสร็จ (ซึ่งดูๆแล้วส่วนใหญ่ๆ ครู กับ ผู้ปกครองจะทำเสียมากกว่า ) ครูก็จะให้เด็กๆก็จับไหล่ของคนข้างหน้า แล้วเดินเข้าแถวเข้าห้องเรียน

 พอเข้าห้องเรียน

ครูก็จะเรียกเด็กๆตามรายชื่อ พอเรียกชื่อเด็กคนไหน เด็กคนนั้นก็จะเดินออกมาหาครู ให้ครูกอด ให้ครูหอม เด็กทั้งหมดประมาณ 35 คน ครูก็ทำแบบนี้กับเด็กทุกคน น่ารักมากๆ หอมจนครูจมูกบานกันไปข้างเลยล่ะ โรงเรียนนี้ ถ้าครูทำศัลยกรรมดั้งจมูกมา คงลำบากหน่อย เพราะ ต้องหอมเด็กกันทั้งวัน จมูกอาจจะพังได้

พอเรียกชื่อเสร็จ ก็เริ่มทำกิจกรรมต่างๆ ซึ่งก็มี เล่านิทาน ร้องเพลง เต้นรำ และก็นั่งสมาธิแบบเปิดเพลง  แล้วก็มีพักด้วย ตอนพัก ก็มีกล้วยที่รร.ปลูกเองมาแจกคนละหวี  เอ้ย!!  คนละลูก (ถ้ากินคนละหวี ก้ไม่ต้องกินข้าวไปอีก 3 วันน่ะ )

พอพักประมาณครึ่งชั่วโมง ก็เล่นต่อ มีให้ทำศิลปะ คือ เอาสีมาหยด แล้วให้พับครึ่ง และภาพออกมาก็จะเป็นรูปต่างๆน่ะ  ของน้องเอิร์ธพับตอนแรกออกมาเป็นรูปผีเสื้อสวยงาม   เธอคงอยากให้สวยกว่าเดิม เลยพับอีกรอบ กรีดแรงกว่าเดิม พับนานกว่าเดิม ผลที่ออกมา....  แกะกระดาษไม่ออก มันติดกัน พอออกแรงดึง กระดาษเลยฉีกเลย  แหะ  แหะ

ทำกิจกรรม จนถึง 11.00น. ก็กินข้าวกลางวัน ข้าววันแรกคือ ข้าว หมูแดง น้องเอิร์ธกินเอง เติมข้าวด้วย กิน 2 จานแน่ะ แล้วก็เดินเอาจานไปเก็บเอง แล้วมานั่งรอเพื่อนๆ

พอทานข้าวเสร็จ ก็ปล่อยกลับบ้าน ...จบข่าว

 

....วันที่ 2 ครูก็ให้พ่อ แม่มาอยู่อีก 

 

... แต่พอวันที่ 3 ให้ส่งแล้วกลับไปเลย ไม่ให้มาเอ้อละเหยลอยชายด้วย ส่งเสร็จ ต้องสะบัดตูดกลับไปเลย

ถ้าพ่อ แม่ คนไหน มาแอบดู ทำตัวเหมือนเป็นวิญญาณสิงสู่ตามเสารร.หรือ เป็นนางไม้ คอยสิงตามต้นไม้ ครูก็จะสวมวิญญาณ พ่อผี มาขับไล่พ่อ แม่ที่สิงสู่ตามที่ต่างๆออกไป เพื่อที่จะได้ไม่ให้เด็กเป็นกังวล ไม่มีสมาธิ เพราะมัวมองหาแต่ พ่อ แม่ แล้วครูก็จะลำบาก

 

===วันแรก ที่อมาต ของจริง==

วันแรกที่น้องเอิร์ธไปรร.โดยไม่มีพ่อ แม่

อ้อไม่ได้ไปส่ง เพราะว่า กลัวร้องไห้

คนที่ไปส่ง คือ ย่า กับ พ่อ คนที่ใจมาก ยังแอบร้องไห้เลยอ่ะ  คิดดู ถ้าอีแม่ไปส่งเอง น้ำคงท่วมซอยโรงเรียนแน่ๆ เพราะ อีแม่ดราม่ามาก เป็นโรคบ่อน้ำตาตื้นอย่างรุนแรงขั้นวิกฤต  อ่านการ์ตูเธอก็ร้องไห้  ดูคอนเสริตเธอก็ร้องไห้  ดูละครเธอก็ร้องไห้  ไปดูหนังเศร้าๆนี่ไม่ต้องพูดถึงเลย ออกมามองแบไม่เห็นทางเลย ตาบวมตุ่ยแบบไม่เกรงใจกันเลยอ่ะ หน้าตาน่าเกลียดสุดๆๆๆ (เอ้า..นอกเรื่องใหญ่แล้ว  แหะ  แหะ  )

ขากลับ  อีแม่ อีพ่อ ไปรับที่โรงเรียน

 โรงเรียนให้รับตอน 14.00 น. แต่อีแม่ตื่นเต้น คิดถึงลูกจัด  เลยรีบไปตั้งแต่ 13.30 น. ไปถึง น้องเอิร์ธยังหลับอยู่เลยอ่ะ อีพ่อ อีแม่ ก็เข้าไปนั่งเฝ้ารอลูกตื่นในห้องเรียนเลย  พอเอิร์ธตื่นมา ก็เห็นพ่อ แม่ เลย ก็โผเข้ามากอด มาหอม เหมือนไม่เคยเจอกันมาหลายปี ซึ่งความจริงจากกันประมาณ 3 ชม. ได้   พอลูกมาโผกอด อีแม่น้ำตาพาลก็จะไหล ไม่รู้เหมือนกันว่า จะไหลทำไม งงตัวเองเหมือนกัน (Y_Y)

และอีแม่ อีพ่อ ก็มารับเวลานี้ตลอด และเข้าไปคุยกับครูเพชร (ครูประจำชั้นคนแรกของเอิร์ธ)ก่อนว่า น้องเอิร์ธเป็นยังไงบ้างวันนี้??  และนั่งเฝ้าจนลูกตื่นทุกวัน   

 จนในที่สุด ครูปกครองก็ทนพฤติกรรมอีแม่แหง่ไม่ได้  เลยมาเตือนว่า "คุณแม่ขา  ถ้าคุณแม่มารับเร็วแบบนี้ทุกวัน ลูกก็จะไม่หยุดร้องไห้ตอนเช้าซะทีนะคะ เพราะ เด็กจะไม่ได้เล่นกับเพื่อนเลย พอตอนเช้า 9.00 น. มาถึงก็เข้าแถวเลย แล้วก็เข้าห้องเรียน พอเวลาเลิกเรียนจะได้เล่นกับเพื่อน แม่ก็มารับเร็วอีก แกก็จะไม่มีเวลาทำความคุ้นเคยกับพื่อนๆ และ โรงเรียนนะคะ  ถ้าจะให้ดี คุณพ่อ คุณแม่วนรถส่ง วนรถรับเหมือนคนอื่นๆก็จะยิ่งดีค่ะ "

พ่อ แม่ เจอเข้าไปเทศน์ไป 1 ยก ก็มารับช้าลงหน่อย จาก 13.30 ก็เป็น 13.45 น. ลูกตื่นพอดี ครูคงเอือมกับพ่อ แม่แหง่คู่นี้มาก เลยปล่อยผ่านไม่ว่าอะไรอีก  แหะ  แหะ 

แต่เพิ่งมารู้ว่า สิ่งที่ครูพูดเป็นความจริงทั้งหมด เพราะ น้องเอิร์ธงอแงก่อนไปโรงเรียนอยู่เกือบเดือน โดยที่เด็กคนอื่นไม่ร้องไห้แล้ว แต่ลูกดิชั้น เวลาจะไปรร.ยังตาแดงอยู่เลยอ่ะ  จมูกแดงอยู่เลยอ่ะ

พอใกล้หมดเทอม น้องเอิร์ธบอกอ้อเองเลยว่า  --  แม่มารับหนูบ่ายสองเลยนะคะ วนรถมารับเหมือนเพื่อนน่ะ ไม่ต้องเดินมารับแล้ว

พอเริ่มไปรับช้า แล้ววนรถรับ วนรถส่ง น้องเอิร์ธเปลี่ยนไปเลย เลิกร้องไห้  และไม่งอแงเรื่องการไปรร.อีกเลย(แต่กว่าจะมาถึงขั้นนี้ได้ ก็ปาไปเกือบเทอม  เฮ้อ!  แต่ก็ยังดีที่เลิกร้อง เนอะ )

วันที่ลูกไม่ร้องไห้ตอนไปโรงเรียนนี่มันช่างวิเศษเสียนี่กระไร  มีความสุขโว้ย!!!!   

และน้องเอิร์ธก็มีความสุขกับการไปรร.ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา.....รู้งี้ ตูเชื่อครูตั้งแต่แรกก็ดีหรอก เฮ้อ!!

 

 

     Share

<< เรื่องต่างๆของเอิร์ธstreet show สวนลุม >>

Posted on Tue 14 Dec 2010 19:02

Name :
Email :
URL :
Comment :
กรอกข้อมูลก่อนส่ง CAPTCHA Image
Refresh
 

เขียนศัพท์แบบไม่ตั้งตัว
จัดบ้าน
lสอบย่อยอังกฤาเด้อ
วันหยุด
สุขสันต์วันคริสต์มาส
ย้ายโต๊ะคืนแล้ว
เปลี่ยนกลุ่ม
แม่ไปบิน
ไปโรงเรียน
วันจันทร์อีกแล้ว
เรื่องขำๆวันหยุด
เที่ยววันหยุดเด้อ
เรื่องของห้องน้ำที่อมาต
ไปโรงเรียนสายแล้วววว
ประกาศผลสอบเลขเด้อ
สอบเลข
ไปโรงเรียน
กิจกรรมวันหยุด
street show สวนลุม
วันเกิดของเจ้าเอิร์ธน้อย
เรื่องต่างๆของเอิร์ธ
เรื่องคุยขำๆของแม่