Calendar
 
  Last Diary
 
เรื่องเล่าจากไต้หวัน(สมรภูมิรัก)
เรื่องเล่าจากไต้หวัน(ภาระกิจลับสุดยอด)
เรื่องเล่าจากไต้หวัน(เทศกาลเขาโล่)
เรื่องเล่าจากไต้หวัน (นิยายรักไอ้ปืน)
เรื่องเล่าจากไต้หวัน (ผัดผักไอ้ท้อป)
  Favourite Diary
 
  Counter
       


  เรื่องเล่าจากไต้หวัน (ผัดผักไอ้ท้อป)  

ในอดีตที่ผ่านมาผมเคยได้ไปไต้หวันอยู่สองครั้ง  ครั้งแรกไปเมื่อ พ.ศ 2544 ครั้งที่สองไปตอน พ.ศ 2547 การไปในครั้งแรกกับครั้งที่สองนั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง  ครั้งหลังสุดผมไปดูงานในฐานะวิศกร  แต่ครั้งแรกผมไปทำงานในฐานะกรรมกร   ไม่ผิดหรอกครับผมไปในฐานะกรรมกรจริงๆ   ในตอนนั้นเกิดภาวะฟองสบู่แตก  ผมหางานทำในเมืองไทยไม่ได้  ถึงผมจะเดินจนรองเท้าสึกไปหลายคู่ก็ยังไม่ได้งานทำซักทีจนชาวบ้านร้านตลาดเริ่มมองผมด้วยสายตาดูถูกเหยียดหยาม  ถึงแม้ผมจะเป็นคนหน้าด้านหน้าทนแค่ใหนก็ตาม  แต่ผมก็ต้องตัดสินใจทำในสิ่งที่คนอื่นไม่กล้าทำเมื่อผมได้ยินคำพูดทีแสดงออกถึงความรักความห่วงใยที่แม่มีต่อผม 

     “มึงจะไปไต้หวันหรือมึงจะไปนอนโรง’บาล เลือกเอา”  แม่ผมยื่นคำขาดหลังจากที่แกพึ่งจะถูกหวยกินมาหมาดๆ สุดท้ายด้วยความรักที่แม่มีต่อผม  ผมจึงต้องไปไต้หวันอย่างที่แกต้องการ แม่แกคงจะรักผมมากเพราะหลังจากที่ผมออกเดินทาง  แกก็ไปนิมนต์พระมาทำบุญล้างบ้านขนานใหญ่   “แกไม่ต้องรีบกลับมานะอยู่หลายๆปีหน่อย”  แกพูดสีหน้าจริงจังก่อนที่ผมจะขึ้นรถทัวร์มาสนามบิน  ดูเอาเถอะครับว่าแกรักผมแค่ใหน

     โรงงานที่ผมไปขายแรงงานนั้นเป็นโรงงานทอและย้อมผ้า   อยู่ทางตอนใต้ของไต้หวัน   อยู่ในเขตตำบลซินซื่อ  อำเภอไถหนาน   ส่วนชื่อโรงงานนั้นผมขอสงวนไว้ก็แล้วกัน   แต่ถ้าใครเคยไปทำงานแถวนั้นก็จะรู้จักได้ในทันทีเพราะมีโรงงานทอผ้าในแถบนั้นอยู่แห่งเดียวคือที่นั่น   ภายในโรงงานจะมีหอพักสำหรับพนักงานที่เป็นคนไทยเป็นตึกสองชั้นแต่ละชั้นจะมีทังหมดยี่สิบห้อง  แต่ละห้องจะมีเตียงสองชั้นอยู่สามเตียง  มันเหมือนภาพย้อนอดีตสมัยเรียนมหาลัยเลย  สมัยนั้นผมก็ได้นอนเตียงแบบนี้แหละ...เฮ้อ...เอาอีกแล้วตู...

    สมาชิกในห้องประกอบไปด้วยคนหกคน  แต่ละคนก็มาจากคนละที่   มีพี่เจี๊ยบเป็นประธานห้อง   แกมาจากบุรีรัมย์    ต่อมาก็พี่คม  มาจากจังหวัดเชียงราย   ไอ้ท๊อปจากจังหวัดเลย   ไอ้ไข่นุ้ยจากสุพรรณ   พี่กรดจากโคราช  และผม (ขอสงวนชื่อจังหวัด...ฮ่ะฮ่า..เป็นคนเขียนเรื่องก็ได้เปรียบแบบนี้แหละ)     พวกเราที่อยู่ห้องเดียวกันนอกจากจะมาจากคนละทีแล้ว  นิสัยของแต่ละคนก็แตกต่างกันด้วย  แต่เป็นความแตกต่างที่มาเติมเต็มให้กันและกัน มันก็เหมือนกับจิ๊กซอที่ส่วนเกินของอีกคนนึงมาเติมส่วนที่ขาดของอีกคนนึงผลสุดท้ายก็ออกมาเป็นภาพที่น่าเกลียดสุดเท่าที่เคยเห็นมา   พี่คมมีนิสัยจุกจิกจู้จี้เจ้าระเบียบและคอยบงการให้คนโน้นคนนี้ให้ทำสิ่งต่างๆเพื่อรักษาความเป็นระเบียบในห้องไว้   ไอ้ท้อปเป็นคนขี้ใจน้อยแต่ก็เป็นคนที่ทำกับข้าวได้อร่อยที่สุดในห้อง   ไอ้ไข่นุ้ยเป็นคนที่ขี้เหนียวที่สุดในห้องแต่เป็นคนที่ใช้ง่ายที่สุดในห้องเหมือนกัน   ส่วนผม

    “นอกจากวิ่งซื้อเหล้าแล้วกูยังไม่เห็นว่ามึงจะมีประโยชน์อะไรกับห้องนี้เลยว่ะ”  ไอ้ไข่นุ้ยเอ่ยชมผมซึ่งๆหน้าเล่นเอาผมเขินไปหลายนาทีเหมือนกัน   นั่นคือความสามารถพิเศษของผม....วิ่งซื้อเหล้า...ส่วนพี่กรดกับพี่เจี๊ยบสองผู้อาวุโสแห่งห้องไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น   แค่นั่งเป็นประธานในพิธีเปิดขวดเหล้าก็พอแล้ว....เพราะบทบาทหน้าที่ต่างๆได้ถูกจัดวางไว้เรียบร้อยแล้ว   นั่นคือ  หน้าที่การทำกับข้าวเป็นของไอ้ท้อป   กวาดห้องล้างจานเป็นของไอ้ไข่นุ้ย   วิ่งซื้อเหล้าเป็นหน้าที่ผม   ส่วนหน้าที่ของพี่คม

    “พี่จะคอยเป็นคนกำหนดหน้าที่ให้พวกเอ็งว่าจะต้องทำอะไร”   แกว่า  ไอ้ไข่นุ้ยมองตาคว่ำ

    “ผมเกรงใจพี่เหลือเกิน  เพื่อไม่ให้รู้สึกว่าผมเอาเปรียบพี่มากเกินไปเรามาเปลี่ยนหน้าที่กันเถอะ”

    “ไม่เป็นไร....ถึงพี่จะเหนื่อยแค่ใหนแต่ถ้ามันเป็นการทำเพื่อน้องๆละก็  พี่ทนได้”  แกว่าของแกอย่างนั้น

   เหตุการณ์เป็นปกติสืบมาจนกระทั่งวันนึงไอ้ท้อปไม่ยอมทำกับข้าวเอาดื้อๆ  มันอ้างว่า

    “ก็ไอ้ไข่นุ้ยน่ะสิ...นัดแล้วไม่เป็นนัด...อุตสาห์ไปมันรอที่ร้านไทยอีสานเป็นครึ่งวันค่อนวันปล่อยให้ผมนั่งหาวนานขนาดนั้น  อย่ากินมันเลยข้าวยงข้าวเย็น” 

   “อ้าว....ไอ้ท้อป...มึงงอนไอ้ไข่นุ้ยก็เป็นเรื่องของมึงกับไอ้ไข่นุ้ยสิ....พวกพี่ไปเกี่ยวอะไรด้วย” พี่คมว่า

   “ไม่รู้แหละ...เอาไว้หายโกรษไอ้ไข่นุ้ยเมื่อไหร่ค่อยว่ากันอีกที”   

หลายวันที่พวกเราบรรดาสมาชิกในห้องต้องโซ้ยมาม่าแทนข้าวเย็น  กินจนเส้นผมพี่เจี้ยบเกือบจะเหมือนเส้นมาม่าเข้าไปทุกทีแล้ว   แล้วอยู่ดีๆวันนึงพวกเราก็เห็นไอ้ท้อปหอบผักมานั่งผัดขลุกๆอยู่หลังห้องกลิ่นผัดผักหอมคลุ้งไปทั้งห้อง   พวกเรามองตาสบตากันพลันก็รีบทำหน้าที่ของตัวเองทันที   ไอ้ไข่นุ้ยรีบปัดกวาดเช็ดห้อง  พี่คมเตรียมปูเสื่อ   ผมวิ่งไปซื้อเหล้า  พี่กรดเตรียมแก้วไว้ริน  พี่เจี้ยบเตรียมน้ำเย็น เมื่อทุกอย่างจัดเตรียมไว้เรียบร้อยแล้วพวกเราก็ตั้งวงกินข้าวเย็นเป็นมื้อแรกหลังจากห่างหายไปหลายวัน   ปรากฏว่ากับข้าวมื้อนั้นอร่อยเป็นพิเศษ  อร่อยจนถึงขนาดที่ว่าไอ้ไข่นุ้ยต้องเอาช้อนขูดขอบจานเพื่อหาเศษชิ้นสุดท้ายที่อาจจะหลบอยู่ที่ใหนสักแห่งในจานใบนั้น

   “อร่อยจริงๆว่ะ...ไอ้ท้อป  นี่มันผัดผักอะไรวะ”  พี่คมเอ่ยถาม 

  “ไม่รู้สิ...เห็นไอ้ภารโรงมันเอามาปลุกแซมกับหญ้าญี่ปุ่นที่หน้าออฟฟิตเลยลองเอามาผัดดู...ไม่นึกว่าพวกพี่จะกินได้”   อย่างกะนัดกันไว้พวกเรามองไปที่จานข้าวของไอ้ท้อปก็พบว่าไม่มีร่องรอยของผัดผักติดในจานข้าวของมันเลย  พี่คมรีบหอบหมอนกับผ้าห่มของมันโยนออกนอกห้อง 

     “คืนนี้มึงนอนข้างนอกนี่แหละ....และไม่ต้องเคาะเพราะพวกกูจะไม่เปิด”

 

     Share

<< เรื่องเล่าจากไต้หวัน (นิยายรักไอ้ปืน) >>


Posted on Sat 30 Jan 2010 9:41

Name :
Email :
URL :
Comment :
กรอกข้อมูลก่อนส่ง CAPTCHA Image
Refresh