เพื่อนสนิท

 

 

วันนี้ไม่ได้จะเป็น "ดากานดา" กับ "ไข่ย้อย" แต่อย่างใด

เพียงแต่...คิดถึงเพื่อน เพื่อนสนิทน่ะ ที่มีอยู่ไม่กี่คนในชีวิตนี้

เราเป็นคนรักเพื่อนลำเอียง เรายอมรับ ว่ารักไม่เท่ากันหรอก แต่รักสุดๆ ในชีวิตนี่ มีไม่กี่คน

เป็นประเภท รักแล้ว รักเลย ไม่เผื่อใจด้วยนะ

ด้วยความที่ "เรา" เป็นคนตรง เห็นไม่ดี ก็บอกว่าไม่ดี จะไม่มีการมานั่งโกหกพกลมเพื่อเอาใจใคร

เป็นแบบนี้...บางครั้ง คนบางคน คนบางกลุ่มก็รับไม่ได้ จนต้องบอกเลิกคบกับเรา

ด้วยเหตุผลที่ว่า...ตรงเกินไป พูดจาไม่รักษาน้ำใจเพื่อน หรือ "ปากหมา" ที่ไม่โกหกเอาใจใครนั่นเอง

เพื่อนสนิท

"เพื่อนบอกเลิกคบ"

โดนเพื่อนบอก "เลิกคบ" ครั้งแรก สมัยเรียนม.4 ปลายปี

ร้องไห้เสียไม่มีดี ไม่อยากไปโรงเรียน ไม่อยากเรียนหนังสือ เสียใจ

ยิ่งช้ำไปกว่านั้นคือ พอคนนึงเริ่มไม่พอใจ ไม่อยากคบ ก็ทำให้เพื่อนที่เหลือในกลุ่มเปลี่ยนไปด้วย

และนี่คือสาเหตุ...ที่ทำให้ไปสอบเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน

เพื่อหนี.....ความจริงที่ว่า "เราไม่เป็นที่ต้องการ"

โดนเพื่อนบอก "เลิกคบ" ครั้งที่สอง สมัยเรียนอินเตอร์ที่ม.กรุงเทพ

เพื่อนบอกว่า...พูดจาไม่รักษาน้ำใจ

บอกเพื่อนไปว่า...ไม่เป็นไร ถ้าไม่อยากได้ยินเรื่องจริง หรือชอบคนพูดจาเอาใจ ก็ไม่เป็นไร

เราอยู่ได้....

คราวนี้ไม่หนี...เพราะเริ่มแก่ประสบการณ์ และมีแฟนอยู่ด้วยตลอด 4 ปี

เพื่อนสนิท

หลังกลับมาจากการเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนก็ต้องกลับไปเรียนม.5 ซ้ำอีกครั้ง

ใจก็คิดว่า ไม่เป็นไร ถือเสียว่าหนึ่งปีที่ไปอเมริกานั้น เป็นการพักผ่อนและหาประสบการณ์

ได้มาเจอกับเพื่อนกลุ่มใหม่...พวกเด็กหลังห้อง

ไม่ได้เป็นพวกเกเรเกตุงอะไรเลย...แต่เป็นพวกชอบ "คุย"

คุยๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ในห้องเรียนเหมือนเด็กประถม

เจอเจ้าพวกนี้ครั้งแรก ก็รู้ปร๊าดเลย ว่า...นี่แหละ ไอ้พวกนี้แหละ...

แล้วก็คบกันมายืดยาวจนเข้าปีที่ 12 แล้ว

มีอยู่หนึ่งคนในกลุ่มที่มันเป็นยิ่งกว่า "เพื่อน" ธรรมดา

มันเหมือน เป็นพี่ เป็นน้อง เพราะมันรู้เรื่องชีวิตเราดีเสียกว่าน้องสาวแท้ๆของเราอีก

เวลาทุกข์ใจ ก็มีมันนี่แหละ อยู่ข้างๆกัน ไม่เคยทิ้งกันไปไหน...

"ปู"

เพื่อนสนิท

จะกี่ปีก็รักมัน แล้วก็ขอบคุณที่อยู่เป็นกำลังใจ และคอยรับฟังกันอยู่เสมอ

ไม่มีแก...เราคงผ่านช่วงที่ชีวิตมีปัญหา "นั้น" ได้ยากเย็นกว่าที่มันเป็นแน่นอน

ขอบคุณ แล้วก็อยากให้รู้ว่า "เรารักแกมาก"

เพื่อนสนิท

เรียนปริญญาโทที่ นิด้า...

ก็ไม่เคยหวังอะไรมากไปกว่า ขอแค่ได้เจอเพื่อนดีๆ

แล้วเหตุการณ์ "เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด" ก็เกิดขึ้นในกลุ่ม

จนเหลือแค่ "เรา" กับ "หยิน"

เราถูกเอาไปด่าลับหลังแบบชนิดที่เพื่อนคนอื่นในห้อง(ซึ่งก็มีอยู่แค่สิบกว่าคนเพราะเป็นภาคปกติ ที่มีอยู่แค่หยิบมือ) พากันเข้าใจเราผิดหมดเลย เรากลายเป็นคนไม่น่าคบในสายตาของหลายๆคน ในเวลานั้น

แต่..คนๆ เดียวที่ทำให้เราไม่แคร์ สิ่งที่เพื่อนคนอื่นคิดคือ "หยิน"

นาทีนั้นหยินบอกว่า "เหลือแค่กูกับมึงแล้วนะนาทีนี้"

แค่นั้นแหละ...พอแล้วสำหรับเรา

เหตุการณ์เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหดดำเนินไป จนถึงวันที่คนบ้าๆอย่างเรา สิ้นความอดทน

เรื่องที่เพื่อนคนอื่นๆ ไม่เคยรู้ ก็ได้รู้กันในวันหนึ่ง หลังเลิกเรียน

ที่ตัดสินใจพูดหลังเลิกเรียนก่อนที่เพื่อนจะแยกย้ายกันกลับบ้าน เพราะอยากประจานความสารเลวที่ไอ้เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหดคนนี้มันทำไว้ ให้ได้ประจักษ์ กับหู กับตาของคนอื่นเสียบ้าง

เมื่อความจริงปรากฎ...เรามีเพื่อนเพิ่มอีก 8-9 คน

ก็รักพวกมัน...

แต่ว่า รักหยิน มากกว่าใคร...

รายละเอียดปลีกย่อยที่ทำให้รักหยินมากว่าใคร...เรารู้อยู่กับตัวเรา

หยิน เป็นอีกคนที่ทำให้เรารู้สึกว่า "เราไม่ได้อยู่คนเดียว"

หยิน ทำให้เรารู้สึกว่า อย่างน้อยถ้าเราไม่มีใคร เราจะมีหยิน

"หยิน"

เพื่อนสนิท

เราอยากให้หยินคิดเหมือนเราว่า ถ้าหยินรู้สึกไม่มีใคร...หยินมีเรานะ

เรารักหยิน

เพื่อนสนิท

เมื่อแต่งงานมาอยู่ที่นอร์เวย์...

ไม่มีคนอายุรุ่นราวคราวเดียวกันอยู่ที่เกาะฮิตร้า มีแต่รุ่นน้า และ รุ่นน้อง

ไม่อยากคุยอะไรด้วยมาก...เนื่องจากคนบางคนเป็นพวกช่างเม้าธ์

เราเป็นคนที่คบคน โดยไม่มานั่งคิดถึงปูมหลัง สถานะทางสังคม หรือการศึกษาใดๆ

หากแต่...คบ เพราะ ใจอยากคบ และรู้สึกว่าเข้ากันได้ดี

แต่ที่ฮิตร้านี่....ผู้หญิงรุ่นน้าที่มาอยู่ก่อนนี่มีหลายคนทีเดียว ที่ไม่ชอบเห็นคนอื่นได้ดีกว่า

เรา...เกิดอาการเซ็ง

ทำไมวะ...คนที่เค้ามาใหม่ หรือมีการศึกษามากกว่าตัวเอง เค้าจะได้งานดีๆ แทนที่จะคิดสนับสนุนว่า เออ..ต่อไปฝรั่งที่เกาะนี้มันจะได้เลิกคิดเสียทีว่า "ผู้หญิงไทย" ที่มาอยู่ที่นี่เป็นผู้หญิงขายตัวไปเสียทุกคน และไม่มีทางได้งานดีๆทำนอกเสียจากงานใช้แรงงาน เหอะ...กลับอยากให้คนมาใหม่ไม่ได้ดีไปกว่าตัวเอง

พูดเรื่องนี้ขึ้นมาทีไร..ก็อึดอัด คนไทยไม่รักกันเอง

เรามีเพื่อนอายุรุ่นราวคราวเดียวกับแม่ชื่อ "วิกดิส" ที่เคยบันทึกไว้หน้าก่อนโน้น

"วิกดิส" เป็นผู้หญิงฝรั่งที่ตัวเล็กกว่าเกณฑ์มาตรฐานของฝรั่ง และอวบกำลังกอดแล้วอุ่น

เวลาเรามีปัญหา ไม่ว่าจะเรื่องอะไร แล้วเราไม่ได้โทรกลับเมืองไทยไปหาเพื่อน อาจจะด้วยช่วงนั้นเพื่อนเองก็มีอะไรต้องคิด ต้องแก้ไขในเรื่องของตัวเองเหมือนกัน เราก็จะเลือกคุย ปรึกษากับ "วิกดิส"

คุยทุกเรื่องจริงๆ แล้ววิกดิสเองก็มักจะมีมุมมองใหม่ๆ แปลกๆ มาคอยแนะนำให้เรามองโลกในอีกมุมหนึ่งอยู่เสมอ

เราแค่อยากบอกว่า "เรารักวิกดิส" เท่านั้นเอง

"วิกดิส"

เพื่อนสนิท

Jeg elsker deg!

เพื่อนสนิท

"ทราย"

เพื่อนรักที่สุด เพื่อนสนิทคนแรก ของชีวิต

ที่เลือกเขียนถึง "ทราย" เป็นคนสุดท้าย ทั้งๆ ที่ทรายเป็นเพื่อนสนิทคนแรกในชีวิต

เพราะ...วันนี้ "ทราย" ไม่ได้มีตัวตนอยู่บนโลกนี้แล้ว

นานเท่าไหร่แล้ว...เราก็ไม่อยากจำ

แต่เรามักจะรู้สึกเสมอว่า "ทราย" ยังอยู่กับเรา ทรายไม่ได้จากเราไปไหน

และเรากลัวว่าถ้าเราเขียนถึงทรายก่อนใคร เราจะเขียนอะไรไม่ออกอีก

...............................................................

เรารู้จักทรายครั้งแรกที่ศูนย์อนามัย ที่รับเลี้ยงเด็กเตรียมอนุบาล

พ่อของทราย ทำงานที่เดียวกับแม่เรา และพ่อของทรายก็เป็นรุ่นพี่ที่โรงเรียนของพ่อเรา

เราจำได้ว่า...เราเห็นทรายโดนแกล้ง ทรายขี้แง และร้องไห้บ่อย

ซึ่งตรงข้ามกับเรามาก...เราเล่าให้พ่อฟังเรื่องของทราย เวลาอยู่ที่โรงเรียนศูนย์ฯ

พ่อพูดว่า "น้องทรายน่าสงสาร เพราะน้องทรายไม่มีแม่ เวลามดเห็นน้องทรายโดนรังแก มดต้องช่วยน้องทราย และดูแลน้องทรายนะลูก"

ตั้งแต่นั้นมา...เราก็ตั้งตัวเองเป็น "ผู้พิทักษ์น้องทราย"...

เรียนด้วยกันมาจนถึงประถม มัธยม เราก็ยังคงเป็น "ผู้พิทักษ์น้องทราย" อยู่เสมอ

ไม่เคยถามทรายสักที...ว่ารำคาญหรือเปล่า

เวลาทรายโดนรังแก ร้องไห้ เราจะเข้าไปเคี่ยวเข็ญ แกมขู่บังคับถามเอากับทรายว่า ใครรังแกทราย

ถ้าเรารู้เราจะไปจัดการ...ไม่ว่าคนๆนั้นจะเป็นเด็กผู้ชายหรือตัวโตกว่าเรา

บางครั้ง...เราคิดเอาเองว่า ทรายคงไม่อยากให้เราไปมีเรื่องกับใคร ก็เลยไม่ยอมบอกเราและนั่นทำให้เราโมโห ที่ทรายเลือกที่จะเงียบ มากกว่าบอกเราว่า ใครรังแกทราย

เราเรียนด้วยกันจนจบม.3

แล้วทรายก็เลือกไปเรียนต่อพานิชฯ โดยที่เราไม่สามารถพูดให้ทรายอยู่เรียนม.ปลายกับเราที่กทม.ได้

ระหว่างที่ทรายเรียนอยู่ที่แพร่ เรามักจะได้รับจดหมายของทรายอยู่เสมอ

ว่า...ทรายเก่งขึ้น เข้มแข็ง และไม่ขี้แงแล้ว

ทรายย้ายกลับกทม. มาเรียนต่อม.ธุรกิจฯ

เราได้เจอกันอีกครั้ง

.........................................................

วันที่ต้องเสีย "ทราย"

เราจำได้ดีถึงวันที่เราต้องเสียทราย เพื่อนรักของเราอย่างไม่มีวันกลับ

ก่อนวันที่ทรายจะเสีย ทรายโทรมาหาเรา บอกเราว่าจะมาเยี่ยมเราที่หอ แต่ทรายเองยังไม่แน่ใจว่าจะมาหาเราดี หรือว่าจะไปเที่ยวจ.แพร่กับที่บ้าน

เรารู้สึกว่า เราไม่อยากให้ทรายไปเลย และพยายามขอร้องให้ทรายมาหาเราแทน

แต่...ทรายเลือกที่จะไปเที่ยวกับที่บ้าน

กลางดึกคืนวันอาทิตย์ เราเปิดทีวี ดูอะไรไปเรื่อยเปื่อย จนช่องเจ็ดมีข่าวสั้น 3 นาที หรืออะไรสักอย่างนี่แหละ

เราได้ยินนามสกุลและชื่อของแม่เลี้ยงของทรายก่อน ตามมาด้วยชื่อของทราย

...เรานึกว่า เราหูฝาด...

หันไปถามแฟน(ในขณะนั้น) ว่าได้ยินเหมือนเราหรือเปล่า...คำตอบคือ "ใช่"

หลังจากนั้น เราก็สาละวนหาเบอร์ติดต่อ ไปที่ศูนย์ข่าวช่องเจ็ด สถานีตำรวจ และโรงพยาบาล

เราร้องไห้เหมือนคนบ้า....

เราไม่เชื่อ...ว่ามันเกิดขึ้นจริง

เราร้องไห้อย่างหนักอยู่ 3 วัน

แล้วก็ต้องทำใจยอมรับว่ามันเกิดขึ้นจริง...เราสูญเสียเพื่อนรักไปแล้ว อย่างไม่มีวันกลับ

ช่วงหลังจากงานศพของทราย เราหลอน...ว่ามันไม่ใช่เรื่องจริง

ว่า...ทรายไม่อยู่แล้ว

.........................................................

ทุกวันนี้ เราไม่เคยจำได้เลยว่า ทรายจากเราไปนานเท่าไหร่แล้ว

เราไม่อยากจำ....

เพราะ...เราคิดอยู่เสมอว่า สำหรับเราแล้ว ทรายไม่ได้หายไปไหน

เรายังมีทรายอยู่ในหัวใจและความทรงจำตลอดเวลา

....ทรายอยู่กับเราเสมอ....

เรารัก "ทราย" เสมอนะ

เพื่อนสนิท

ไดอะรี่หน้านี่

เราขออุทิศให้กับเพื่อนที่รัก

ที่ได้กล่าวถึงมาข้างต้นทุกคน

ทั้งที่มีชีวิตอยู่และที่ได้จากไปแล้ว

"ขอบคุณ"

ที่รับฟัง ที่รักกัน  ที่อยู่เคียงข้างกัน และเป็นกำลังใจให้เรา เวลาที่เราขาดแคลนกำลังใจ

"ขอบคุณ"

และ

"สวัสดี"

 

 

 

ปล. วันนี้สามีชวนออกไปกินข้าวนอกบ้าน(ดีใจ!) และพรุ่งนี้มีสอนทำอาหารเด็กป. 7 ที่ Barman Skole

 

 

 

     Share

<< เสียจริตนิดหน่อย...ในคืนวันอาทิตย์เค้าจ้างไปสอนหนังสือ... >>

 

Posted on Mon 24 Dec 2007 4:08

 

 

หยิน
น้องกิ๊ฟ
ตุ้ม stavanger
คุณโบว์น้องเจ้าขา
คุณมุกดา
น้องโน๊ต ฟินแลนด์
คุณหน่อยlife
พี่ฝน
คุณปุ้ม
พี่โอ๊ะกับน้ำจิ้ม
พี่หน่อย
คุณผัดไท
น้องฝน
น้องน้ำ Japan
พี่มาดี
น้องปลา
น้องใหม่ Japan
น้องแนน Japan
คุณเอ๋ย AUS
พี่ก้อย
คุณปัท เวียนนา
นึ้ง มิวนิค
น้องอ้อ

 

บทเรียนจากอดีต(รัก) ตอนที่ 2
บทเรียนจากอดีต(รัก) ตอนที่1
แม่บ้านธรรมด๊า...ธรรมดา
วันศุกร์ และTag behind Diary/Blog
เค้าจ้างไปสอนหนังสือ...
เพื่อนสนิท
เสียจริตนิดหน่อย...ในคืนวันอาทิตย์
วันเสาร์ และ ขนมจีบ...
สามีกำลังจะกลับมาแล้ว...
เมื่อสามีไม่อยู่บ้าน...
หายงอนแล้ว...

 




 

 

 

 

 

รักมดน่ะ
Poo   
Fri 14 Dec 2007 19:56 [9]

ปล.ไม่ต้องห่วงน่ะ ยังไงจะเสียสละเวลาอันมีค่าของปู ไปหาซื้อแบตให้น่ะ
Poo   
Fri 14 Dec 2007 19:49 [8]

อ่านไดอารี่แล้ว รู้สึกเหมือนมดมาพูดให้ฟังอยู่ข้าง ๆ เลย ฟังแล้ว เอ๊ย อ่านแล้วเศร้าสุด ๆ ยิ่งได้อ่านถึงตอนเรื่องทราย ถึงแม้ว่าจะเคยได้ยินมาแล้ว หรือ การบรรยายความรู้สึกผ่านตัวหนังสือ ยิ่งทำให้อยากจะร้องไห้เลย .. แต่ไม่เป็นไรน่ะถึงแม้จะไม่มีทรายอยู่แล้ว ยังไงเพื่อนคนนี้ก็จะยังอยู่เคียงข้างมดเสมอน่ะ......
Poo   
Fri 14 Dec 2007 19:43 [7]

...
Poo   
Fri 14 Dec 2007 19:39 [6]

up up up diaryyy!
yinne   
Thu 13 Dec 2007 20:05 [5]

ปล. คุณมด เค้าแอบเอาการบ้าน
มาให้ตะเองทำด้วยแหละ อิ อิ
{n@padthaidiary]   
Wed 12 Dec 2007 17:22 [4]

คืออย่างน้อยก็ยังดีที่มีเพื่อนดี ๆ นะ

ส่วนของพี่ เลือกที่จะไม่คบเพื่อนเลว ๆ ว่ะ

คบคนดี ๆ ดีกว่า ชีวิตเราจะได้ดีขึ้น ไม่มีพวกนั้น ชีวิตเราน่าจะมีความสุขกว่านะ
เพ่ฝน   
Wed 12 Dec 2007 11:00 [3]

เหนื่อยว่ะพี่มด

ตอนนี้นะ...เหนื่อยใจ

พูดไม่ออกว่ะ...
หนูกิ๊ฟ   
Wed 12 Dec 2007 8:37 [2]

เราก็รักแกว่ะ
ขอบใจนะ

:)
yinne   
Wed 12 Dec 2007 5:49 [1]

 

 

 

 

Name :
Email :
URL :
Comment :
กรอกข้อมูลก่อนส่ง CAPTCHA Image
Refresh
 

 

 

 

 

 

 Design by : http://inkitchen.diaryclub.com