มนต์รักตาฝรั่งไวกิ้ง ตอนที่2

 

วันพุธ

วันพุธแล้ว...เวลาผ่านไปเร็วดีจริงๆ

ประเดี๋ยวพ่อตัวดีก็ต้องกลับไปเริ่มทำงานวันพุธหน้าแล้ว...

ช่วงอยู่ที่บ้านพ่อกับแม่นี่ ก็มีอาการแอบน้อยใจเมียประปราย
เนื่องจากเมียช่างเม้าธ์ เล่นเอ็ม เอส เอ็น คุยกับน้องนุ่งที่เมืองไทยบ้าง
อ่านไดอะรี่ชาวบ้านบ้าง สรุปคือ
แอบน้อยใจว่า...เมียไม่มีเวลาไปนั่งคลอเคลียด้วย

เราก็เลยว่า..จะรีบบันทึกตอนนี้ก่อนเสียให้เสร็จแล้วเรื่องกันไป

"ธีม"...ธีมใหม่ที่สวยงามนี้ ไ
ด้รับความช่วยเหลืออย่างเต็มอกเต็มใจจาก "น้องหมู แห่งได 100 kg." 
ธีมที่เห็นสวยๆนี่ ความดีความชอบเป็นของน้องหมูไปเต็มๆนะคะ
พี่มดขอขอบคุณหนูผ่านหน้าไดอะรีกันอีกทีค่ะ 
ลำพังกำลังสติปัญญาด้านคอมพ์พิวเตอร์ของพี่เอง.....
คงไม่ได้ออกมาหน้าตาดีอย่างนี้หรอกค่ะ

เอ่อ...มาเข้าเรื่องเสียทีจะดีกว่านะนี่

มนต์รักตาฝรั่งไวกิ้ง ตอนที่2

 

มนต์รักตาฝรั่งไวกิ้ง ตอนที่ 2

อย่างที่บอกไว้ในหน้าที่แล้วว่า
นั่งทำงานก็เจอแต่หน้าจอคอมพิวเตอร์มากกว่าหน้ามนุษย์ผู้ชาย...
และการที่วิวัฒนาการสมัยใหม่สามารถย่อโลกลงมาให้อยู่ในหน้าจอสี่เหลียมได้
(ส่วนจะจอแบนหรือไม่แบนนั้นก็ไม่ว่ากัน)เป็นเรื่องที่เราว่ามหัศจรรย์เหมือนกันนะ

ตัวเราเองไม่เคยคิดหรอกว่าจะได้มาเจอ "คนที่ใช่" ของชีวิต
โดยผ่านเครือข่ายใยแก้วแบบนี้
ตอนนั้น...ได้แต่คิดว่า เวบเดทที่ว่านั้นให้บริการฟรี
และถ้าเจอก็เจอ ถ้าไม่เจอก็ไม่หาแล้ว
แต่จะไม่ยอมเสียเงินเพื่อขวนขวายหาเด็ดขาด....(งก ว่าอย่างนั้นเถิด)
คิดว่ามันไม่ใช่เรื่องที่ต้องมานั่งเสียเงิน ถ้ามันไม่เจอ ก็ไม่หาแล้ว

แต่...ว่าก็ว่าเถอะ
ก่อนหน้านั้นที่จะใช้เวบเดทนั้นก็เหงาเสียจน
ต้องชวนหยินไปไหว้ "พระตรีมูรติ"
ราวๆ ปลายเดือนกรกฎาคม ที่หน้าเซนทรัลเวิร์ลด
ขอท่านไปว่าขอให้เจอเนื้อคู่เสียที
ภายในเดือนสิงหาคม ของปี 2005 จะว่างมงายก็จะไม่ว่ากัน
ท่านคงศักดิ์สิทธิ์ไม่ใช่น้อย เพราะหลังจากนั้น พี่ณีก็แนะนำเวบเดทให้

และที่สำคัญ พ่อฝรั่งไวกิ้งคนที่ว่านี่
ก็ติดต่อมาในวันที่ 16 สิงหาคม 2005 
ครั้งแรกที่ได้อ่านโพรไฟล์แนะนำตัว
ก็แอบขำในความซื่อที่สื่อออกมาทางภาษาเขียนของพ่อคนนี้
เพราะเล่นเขียนคำลงท้ายไว้ว่า....Kind Regards 
ทำเอาเราหัวเราะคิกคัก
เพราะพ่อตัวดีลงท้ายเหมือนจดหมายธุรกิจน่ะสิ่!

...................................................

เราติตต่อทางเมล์กลับไปโดยให้อีเมล์แอดเดรสส่วนตัวไป
และเค้าก็เมล์ตอบกลับมาด้วยอีเมล์แอดเดรสส่วนตัวเช่นกัน
เป็นเวลาอยู่ราวๆหนึ่งอาทิตย์
เราจึงตัดสินใจให้เบอร์โทรศัพท์ของเราไป
เราอยากรู้ว่าเค้าจะโทรมาหาเราก่อนหรือไม่  
เป็นจริงไปดังที่คาดหวังไว้เล็กๆ
เค้าโทรมาหาในคืนวันหนึ่งหลังจากที่เราไปกินข้าวกับเพื่อน
และกำลังขับรถออกจากที่จอดรถ
จะด้วยดีใจหรือลนลานก็สุดประมาณ
มารู้ตัวอีกทีก็ถอยไปชนรถคันอื่น
เจ้าของรถคันนั้นเป็นคนมีสตางค์และเห็นว่าเราเองก็ตกใจไม่น้อย
ด้วยความใจดีของเจ้าของรถคันนั้น เค้าจึงไม่เอาความใดๆกับเรา
ไม่ว่าหรือหงุดหงิดใส่เราด้วย 
เราเลยได้แต่คิดว่าวันนั้นเราโชคดีจริง.....

หลังจากที่ตาฝรั่งโทรมาแล้ว
เราก็คุยกันอย่างนี้ทุกวันในช่วงกลางวันของเมืองไทย 
ซึ่งเป็นเวลาที่เค้าเพิ่งตื่นนอน และก็ยังได้รับอีเมล์
หรือโทรคุยกันอย่างสม่ำเสมอทุกวันเช่นกัน
ทุกสิ่งที่เราเขียนเมล์คุยโต้ตอบกันนั้น
เป็นเรื่องราวส่วนตัวของเราทั้งสองคน
เรื่องราวความฝันที่มีในอนาคต ความชอบ
และแอบบอกผ่านความคิดถึงกันในบางครั้ง

เรา....ไม่ได้โกหกตาฝรั่งไวกิ้งคนนี้เลยสักเรื่องที่เกี่ยวกับตัวเรา
และเราเองก็เชื่อว่าเค้าเองก็ไม่ได้โกหกเรื่องของเค้าเช่นเดียวกัน
บอกลำบากเหมือนกันว่าทำไมถึงเชื่อ....
อาจจะเป็นเพราะ เค้าเองก็ไม่ใช่เจ้าของภาษา(อังกฤษ)
เราเองก็ไม่ใช่ ดังนั้นเรื่องการจะมาประดิษฐ์ภาษา
ให้ฟังดูสวยงามคงไม่ใช่เรื่องง่าย
การคิดและพิมพ์ หรือพูดคุยกันผ่านทั้งอีเมล์และโทรศัพท์
จึงเป็นไปด้วยเรื่องจริงทั้งสิ้น

การส่งอีเมล์ และการพูดคุยทางโทรศัพท์
เป็นไปอย่างสม่ำเสมอ 
แต่เราไม่เคยเขียนหรือพูดออกไปตรงๆ หรอกว่า
ห่วงใยหรือเริ่มมีใจให้กับตาฝรั่งอยู่สักสองเดือนเห็นจะได้
ทารีเญ่ก็ตัดสินใจบอกเราว่าเค้าจะมาเมืองไทย มาหาเรา.... 
แต่สิ่งที่เค้าอยากได้ยินคือเรารู้สึกอย่างไรกับเค้าในช่วงขณะนั้น 
เราก็ได้แต่อึกอักเพราะไม่อยากให้เค้าคิดว่า
ผู้หญิงไทยมันใจง่าย(ซึ่งจริงๆตอนนั้นก็ใจง่ายและเริ่มมีใจให้เยอะอยู่ไปเสียแล้วน่ะสิ)
ก็อึกๆอักๆ ไม่ตอบเสียที

จนเค้าต้องบอกกับเราก่อนว่า...ตัวเค้ามีใจให้เราไม่น้อย
หรือเรียกว่ารักเราแล้ว
ทั้งๆ ที่ทำได้แค่การสื่อสารสองแบบนี่แหละ
แล้วถามเรากลับว่า...แล้วเราล่ะ
ไม่รู้สึกอะไรบ้างหรอกหรือ?

เราก็ได้แต่ตอบไปว่า...มันจะเร็วไปไหม? แล้วถ้าเราตอบไป
คำตอบจะทำให้เรากลายเป็นผู้หญิงใจง่ายหรือเปล่า?....
เราน่ะ...มีความรู้สึกดีๆให้

เหมือนว่าคำตอบจะยังไม่เป็นที่น่าพอใจตาฝรั่งเท่าใดนัก
ก็พูดออกทำนองน้อยอกน้อยใจว่า
คงจะเป็นเค้าอยู่คนเดียวเสียกระมังที่รักเรา....

โอย...โดนไม้ตายเข้าไปรอบนี้
เราโพล่งออกไปแบบลืมยั้งคิดว่า...
ก็รัก ...อย่าไปคิดน้อยใจอย่างนั้น

หมดกัน....หลวมตัวบอกรักไปเสียโจ่งแจ้ง....

แต่...ปลายสายน้ำเสียงสดชื่นเหลือกำลัง

เราก็ได้แต่นึกขำว่า...เออ หนอ ตาฝรั่งคนนี้

มาร่ายมนต์ใส่..."ให้ฉันบอกรัก"

.........................................................

หลังจากที่บอกรักกันผ่านโทรศัพท์ไปเป็นที่เรียบร้อย
ตาฝรั่งไวกิ้งคนนี้ก็รักษาความสัมพันธ์
และการติดต่ออย่างเสมอต้นเสมอปลาย
เคยโทรมาหาก็โทรมาทุกวัน และก็ยังคงเมล์มาทุกวันเหมือนเคย

และได้บอกกำหนดการ สำหรับการมาเมืองไทย
ว่าเป็นวันที่ 9 ธันวาคม 2005
และกำหนดกลับนอร์เวย์ ในวันที่ 13 มกราคม  2006 
ต่างคน..ต่างนับวันรออย่างใจจดใจจ่อ
เราเองก็ไม่ได้พยามลดความอ้วนแต่อย่างใด คิดเอาว่า...ถ้ามาเจอกัน
แล้วเค้ารับไม่ได้อย่างที่เค้าพูดก็ไม่เป็นไร ทำใจได้จริงๆ

เวลาระหว่างที่รอคอยนั้น เวลาผ่านไปช้ามาก
ทั้งๆที่นับกันจริงๆ ก็แค่ไม่กี่เดือน
ถ้าเคยรอคอยใครสักคน...
ก็คงจะรู้และเข้าใจว่าการรอคอยไม่ใช่เรื่องสนุกเท่าใดนัก

ระหว่างนั้นเราไม่ได้บอกแม่หรอก แต่แม่ก็รู้
เพราะแม่แอบฟังเราคุยโทรศัพท์
ไม่ชอบ..แต่แก้ไม่ได้ ก็เลยบอกไปว่า คุยอยู่กับทารีเญ่
แล้วเค้าก็กำลังจะมาเมืองไทย....มาหาเรา
มาดูว่า เราสองคนจะเข้ากันได้ดีอย่างที่เราคุยกันไว้หรือไม่ 
เราจะไปเช่าคอนโดอยู่กับทารีเญ่
ตลอดช่วงเวลาที่เค้ามาอยู่ที่เมืองไทย แล้วเราจะพามาให้แม่ดูตัว

เราบอกแม่ไปว่า...เราไม่มีอะไรต้องเสียอีกแล้ว
เราเองก็อายุ 27 ปีแล้ว(ในตอนนั้น)
ถ้าพลาดคนนี้ไปก็จะไม่เอาใครอีกแล้ว...พอกันเสียที
จะพุ่งประเด็นและเป้าหมายของชีวิต
ไปที่เรื่องเรียนต่อด็อกเตอร์และกับการทำงานแล้ว

แม่ก็รู้เห็นเป็นใจด้วย ช่วยกันโกหกพ่อให้...
เชื่อว่าแม่เองก็คงอยากให้เราแต่งงานแต่งการไปให้พ้นอก
พ้นความดูแลของแม่ด้วยเช่นกัน

.........................................................

เรายังจำเช้าวันที่ทารีเญ่จะมาถึงเมืองไทยได้ดี
เราตื่นเต้นมาก อาบน้ำแต่งตัวแต่เช้าแบบไม่รีบเร่ง
เพื่อรอเวลาไปรับเค้าที่สนามบินดอนเมือง
ส่วนเค้าเองก็โทรมาหาเป็นระยะๆ ว่าอยู่ที่โคเปนเฮเกนแล้ว
กำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่ชั่วโมง 
เค้าให้เราเริ่มนับเป็นชั่วโมง...รอการมาเจอกัน

จูบแรก...  กอดแรก.... คุยกันแบบเห็นหน้าครั้งแรก
ทำเอาเราเขินเสียมากมายเลยทีเดียว
ขับรถหลงอีกต่างหาก ขนาดว่าบ้านกับสนามบินไม่ได้ไกลกันสักนิด
และเส้นทางก็แสนจะคุ้นเคย เป็นเอามากนะนั่น....

เราพาเค้าไปไหว้แม่ที่บ้าน แล้วก็ลากกระเป๋าใส่รถ
หนีตามตาฝรั่งไปอยู่ที่คอนโดที่เช่าไว้ล่วงหน้าก่อนที่เค้าจะมา
ก็เงินตาฝรั่งนั่นแหละส่งมาให้เราไปเช่า
ลำพังเงินเดือนเด็กจบใหม่จะเอาปัญญาที่ไหนไปเช่าล่ะคะ

หนีตามตาฝรั่งไปแล้ว
ก็ทำการหลอกล่อตาฝรั่งไปเที่ยวเกาะเสม็ดที่จังหวัดระยอง
อยากไปอวดทรายสวยๆ ที่หาดทรายแก้วให้เค้าดู
ไปเที่ยวเสม็ดคราวนั้น ทำให้พลาดการซ้อมรับปริญญากับเพื่อนฝูง
เพราะ "นิด" โทรมาหา
บอกว่าจะมีซ้อมใหญ่ แล้วถามว่าเราอยู่ที่ไหน จะกลับมาได้ไหม
ด้วยเหตุนี้เล่าจึงได้เล่าเรื่องทารีเญ่ให้นิดฟังว่า
เหตุใดเราจึงไปซ้อมรับปริญญากับเพื่อนๆไม่ได้

และด้วยความช่วยเหลือจาก "พี่ทิพย์" เจ้าหน้าที่ที่คณะภาษาฯ
ทำให้เรามีโอกาสได้ไปซ้อมรับกับเด็กคณะอื่นและพวกที่ตกหล่น
หลังจากซ้อมเรียบร้อมก็ทำการหลอกล่อตาฝรั่งไปเที่ยวทะเลอีกที่
หาดบ้านกรูด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ตาฝรั่งชอบใจเหลือหลาย
ไปนอนตากแดดเสียตัวแดงเป็นกุ้งต้มอยู่เกือบสิบวัน
โดยฉลองคริสมาสต์ปีนั้นที่รีสอร์ทแห่งนั้นด้วยเช่นกัน

และกลับมาฉลองปีใหม่ 2006 ที่บ้านเรา
เพราะเราต้องกลับมาเฝ้าบ้าน ดูแลสองหมาและหนึ่งแมว
เวลาที่แม่ไปต่างจังหวัดเพื่อฉลองปีใหม่กับคุณยาย
อาหารฉลองปีใหม่มื้อค่ำวันนั้นคือ "พิซซ่า เธาซันด์ไอส์แลนด์ เลิฟเวอร์"
ถาดใหญ่พร้อมโปรโมชั่นที่แถมมา   
สุดแสนจะไม่โรแมนติก...แต่ "สุข" ที่ใจ

เรากลับมารับปริญญาที่นิด้า ต้นเดือนมกราคม 2006
และนี่เป็นครั้งแรกที่คุณพ่อได้พบกับทารีเญ่
เพราะคุณพ่อไปรอเราที่มหาวิทยาลัยอยู่ก่อนแล้ว
เราสอนให้ทารีเญ่ไหว้และพูดว่า สวัสดีครับ ซึ่งวันที่เจอคุณพ่อนั้น
ทารีเญ่ทำตามที่เราสอนได้อย่างดีเยี่ยมทีเดียว
จนคุณพ่อซึ่งไม่เคยชอบเพื่อนผู้ชายคนไหนที่เราพามาแนะนำ
ถึงกับอมยิ้มน้อยๆ รับไหว้ และยอมพูดคุยกับทารีเญ่อย่างเป็นกันเอง
โดยมีเราเป็นล่ามให้เพียงเล็กน้อย

วันนั้น...ทารีเญ่เป็นตากล้องและเป็นเพียงคนเดียว
ที่รอเราออกมาจากหอประชุม
เพราะคุณพ่อกับคุณแม่กลับไปทำงานต่อที่ทำงาน
ส่วนน้องสาวก็ยังเรียนอยู่ที่ออสเตรเลียกลับมาไม่ได้ 
ไม่มีงานเลี้ยงในครอบครัวใดๆ ทั้งสิ้น...

สำหรับเรา...เย็นนั้น
มีเพียงเพื่อนสมัยม.ปลายกลุ่มเดียวเหนียวแน่น กับทารีเญ่อีกคน
แค่นั้นที่ไปนั่งกินข้าวกัน
แทบจะเป็นการกินข้าวกับเพื่อนแบบปกติด้วยซ้ำไป

..........................................................

หลังวันรับปริญญา ก็ยังพากันไปเที่ยวตามที่ต่างๆ
เท่าทีเวลาจะเหลือ แล้วพอจะไปเที่ยวได้
จนกระทั่งวันที่ 13 มกราคม 2006
ทารีเญ่ต้องเดินทางกลับไปนอร์เวย์ เพื่อกลับไปทำงาน
เราร่ำลากันด้วยน้ำตา...

ทารีเญ่สัญญาว่าจะกลับมาหาเราอีก...
มีแต่สัญญาปากเปล่า...
ตอนนั้นเรายอมรับล่ะว่าเรากลัว....

แต่ผู้ชายคนนี้...ตาฝรั่งคนนี้
ไม่เคยได้ทำให้ต้องเสียน้ำตาเพราะความเสียใจสักหนตั้งแต่รู้จักกันมา

ก็...กลับมาหาเราอีกครั้ง

ในเดือน กุมภาพันธ์...ราวๆวันที่ 20
เราจำวันที่เค้ามาครั้งที่สองไม่แม่นเสียแล้ว
แต่จำได้ชัดเจนว่า
เค้ามาฉลองวันเกิดครบอายุ 34 ปี
ในวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2006 กับเรา ที่หาดบ้านกรูดอีกเช่นเดิม

......................................................

ช่วงที่ทารีเญ่กับเราไปเที่ยวที่หาดบ้านกรูดอีกครั้งนั้น...

วันที่ 12 มีนาคม 2006
เป็นวันที่ทารีเญ่ ขอเราแต่งงานที่หาด ริมทะเล

หลังจากที่พากันพายเรือคายัคกลางแดดตอนเที่ยงจนตัวดำมะเมี่ยม...
เรานะ เราคนเดียวเลยที่ดำมะเมี่ยม
ตัวเปียกมะล่อกมะแล่ก หัวเปียกซ่ก ไม่เหลือสภาพดีๆ
ให้น่าดูเพื่อขอแต่งงานสักนิดหรอก

ตกใจ....
ไม่คิดว่าเค้าจะขอแต่งงานเร็วฟ้าผ่าขนาดนี้

ด้วยเหตุผลที่บอกเราว่า...กลับมาคราวนี้เพราะจะมาขอแต่งงาน
เพราะหลังจากกลับไปนอร์เวย์รอบที่แล้ว คิดถึงเราอยู่ตลอดเวลา
และไม่อยากอยู่ห่างจากเราอีกแล้ว...
เค้าว่าเราคือ "คนที่ใช่สำหรับเค้า" เค้ามั่นใจ

น้ำตา...ไหลเป็นสาย ไม่น่าเชื่อว่าตัวเองจะมีวันนี้
วันที่ได้เป็นที่ต้องการของใครสักคน ใครที่รักและใส่ใจเราด้วยใจทั้งใจ
คนที่มองข้ามความงดงามแค่เพียงร่างกาย
มองทะลุไปถึงหัวใจและความเป็นตัวเราอย่างแท้จริง

ไม่น่าเชื่อว่า...ยังจะมีคนที่ต้องการใจที่มันผุๆพังๆ
ไปดูแลรักษา ถนุถนอมได้อีก

เราโทรบอกเพื่อนเป็นคนแรกเรื่องที่เราจะแต่งงาน
เพื่อนดีใจ...จนขนลุก และมีความสุขไปกับเรา
หลังจากนั้น...เราจึงโทรไปหาคุณพ่อเพื่อบอกว่า
ทารีเญ่อยากจะขอพบคุณพ่อ เพื่อพูดคุยเรื่องแต่งงาน

คุณพ่อตอบตกลงด้วยความยินดี

................................................

เราต้องโกหกคุณพ่อว่า เรากับทารีเญ่พบกันที่อเมริกา
ตอนที่เราเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน
และได้รับการติดต่อจากทารีเญ่อีกครั้ง
เพราะเค้าอยากให้เราพาเที่ยวเมืองไทย...   
เรารู้ว่ามันไม่ดี ที่ต้องโกหก...
แต่ถ้าเราบอกความจริงกับคุณพ่อ คุณพ่อคงรับไม่ได้
เรื่องจริงนั้นมีเพียงเพื่อนสนิทกับแม่เท่านั้นที่รู้

ทารีเญ่บอกกับคุณพ่อว่า
อยากให้เราไปลองใช้ชีวิตอยู่ที่นอร์เวย์สักสามเดือน
ดูว่าเราจะทนสภาพอากาศได้หรือไม่
คุณพ่อตกลง...แต่มีข้อแม้ว่า
กลับมาต้องแต่งงาน  และทารีเญ่ก็รับปากคุณพ่อ

หลังจากที่ทารีเญ่กลับไป เราก็เตรียมเรื่องขอวีซ่า เอกสารต่างๆ
จนเรื่องเรียบร้อย และเราสามารถเดินทางไปนอร์เวย์ได้
ในวันที่ 9 เมษายน 2006 ตอนนั้นยังใช้สนามบินดอนเมืองอยู่
(มาเมื่อหลังแต่งงานแล้วต่างหากจึงได้ใช้
สนามบินสุวรรณภูมิในเดือนตุลาคม 2006 
มาแก้ไขเพราะจำพลาดไป เดี๋ยวจะบันทึกพลาดไป ไม่ได้ๆ....)

เราเดินทางไปนอร์เวย์ ด้วยอาการไข้ขี้นไปตลอดการเดินทาง
กินยาแล้วหลับ ตื่นมากินอาหาร ขอยากินตาม
แล้วก็หลับไปอีก เป็นอย่างนี้ตั้งแต่กรุงเทพฯ
จนถึงปลายทางที่นอร์เวย์

ทันทีที่เห็นหน้าตาฝรั่ง....น้ำตาไหลเลย
เหนื่อย... อยากพัก
ตาฝรั่งร่ายมนต์ I love u the most
แล้วจูบที่หน้าผากถึงได้ยิ้มออก หายเหนื่อย
แล้วกอดกันแน่นๆ ให้หายคิดถึง

.......................................................

(จบตอนสองแล้ว...เหนื่อย! เดี๋ยวตอนที่สามนี่จะมาบันทึกเรื่องราวชีวิตสามเดือนในนอร์เวย์ ก่อนเดินทางกลับบ้านพร้อมกันเพื่อกลับไปแต่งงาน และ.....กว่าจะได้แต่ง!)

EDIT : เรื่องสนามบินสุวรรณภูมินั่น เราจำพลาดไปหน่อยหนึ่ง เพราะไข้ขึ้นขามาที่นอร์เวย์ทั้งสองครั้ง แต่มานึกได้ว่าเออ...เฮ้ย เราไม่ได้ขึ้นที่สุวรรณภูมิตอนมาที่นี่ครั้งแรก เพราะตอนกลับไปเมืองไทยในเดือนกรกฎาคมก็ยังใช้ที่ดอนเมืองอยู่นี่นา...  ได้ใช้สุวรรณภูมิก็เดือนตุลาคม 2006 ในการเดินทางครั้งที่สองต่างหาก 

ฮะ ฮะ ฮะ .....สงสัยจะเริ่มแก่แล้วนะนิ่

มนต์รักตาฝรั่งไวกิ้ง ตอนที่2

 

  • จะไปโทรไปคุยธุระกับคุณอาที่เมืองไทยก่อน
  • สามีแอบน้อยใจ.... เรื่องที่อยู่แต่หน้าคอมพ์
  • จะไปเอาใจสามีบ้างแล้ว....

 

 

ไปล่ะ....

มนต์รักตาฝรั่งไวกิ้ง ตอนที่2

"สวัสดี"

 

     Share

<< มนต์รักตาฝรั่งไวกิ้ง ตอนที่ 1มนต์รักตาฝรั่งไวกิ้ง ตอนที่ 3 (จบ) >>

 

Posted on Fri 23 May 2008 15:09

 

 

หยิน
น้องกิ๊ฟ
ตุ้ม stavanger
คุณโบว์น้องเจ้าขา
คุณมุกดา
น้องโน๊ต ฟินแลนด์
คุณหน่อยlife
พี่ฝน
คุณปุ้ม
พี่โอ๊ะกับน้ำจิ้ม
พี่หน่อย
คุณผัดไท
น้องฝน
น้องน้ำ Japan
พี่มาดี
น้องปลา
น้องใหม่ Japan
น้องแนน Japan
คุณเอ๋ย AUS
พี่ก้อย
คุณปัท เวียนนา
นึ้ง มิวนิค
น้องอ้อ

 

การทำ Cupping
บ่นไปเรื่อย...
ข่าวร้ายจากเมืองไทย...
สวัสดี...พ.ศ. ๒๕๕๑
มนต์รักตาฝรั่งไวกิ้ง ตอนที่ 3 (จบ)
มนต์รักตาฝรั่งไวกิ้ง ตอนที่2
มนต์รักตาฝรั่งไวกิ้ง ตอนที่ 1
บทเรียนจากอดีต(รัก) ตอนที่3
บทเรียนจากอดีต(รัก) ตอนที่ 2
บทเรียนจากอดีต(รัก) ตอนที่1
แม่บ้านธรรมด๊า...ธรรมดา

 




 

 

 

 

 

กิ๊ฟอยากรู้ใช่ป่าว เหอๆๆ เข้าวัดกลับมาก่อนแร้วจะบอก ...เอ๋.... ปล่อยให้มีห่วงแบบนี้ จะบาปไหมหว่า?
V
V
พี่โอ๊ะถึงนู๋กิ๊ฟ   
Sat 29 Dec 2007 10:26 [6]

คิดถึงนะ สวัสดีปีใหม่ด้วย
P'May   
Fri 28 Dec 2007 15:46 [5]
 

ขอบคุณที่ไป Comment ค่ะ ตกใจหมด พอดีเพิ่งเข้ามาเป็นสมาชิก ยังทำไรไม่ค่อยถูก ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ ชีวิตแม่บ้านเต็มเวลานี่มีสีสันและน่าสนใจมากๆ เลย
Partieeeee   
Thu 27 Dec 2007 17:47 [4]

ก็พอรู้เรื่องราวมาก่อนแต่คราวนี้แบบว่าละเอียดยิบเลยว่ะ

ดีว่ะ ... ถือว่าไม่ช้าไปนะ ที่แกเจอคนที่ "ใช่" บางคนใช้เวลามากกว่านี้ซะอีก
ปสก. ที่ผ่านมาทำให้แก value รักครั้งนี้มาก .. ดีออกนะ ถ้าไม่เคยทุกข์แล้วจะรู้ว่าความสุขเป็นยังไง จริงไหม

รักแกนะเว๊ย ... ดีใจด้วย
yinne   
Thu 27 Dec 2007 16:38 [3]

น่ารักจังเลยค่ะ อ่านไปยิ้มไปเหมือนกัน...
ปีใหม่นี้...ขอให้ทั้งคู่มีความสุขมาก ๆ ตลอดปี..ตลอดไปนะคะ
:)   
Thu 27 Dec 2007 0:34 [2]

wow Nong Mod I like ur new theme ka..

Mod ja.. may I've ur address ka.. also I'd like to ask u about new theme too..

for the story I will have to be back read again at night nak... after my kids sleeping. It's morning here ka.

Take care naka
P Pat   
Wed 26 Dec 2007 21:32 [1]
 

 

 

 

 

Name :
Email :
URL :
Comment :
กรอกข้อมูลก่อนส่ง CAPTCHA Image
Refresh
 

 

 

 

 

 

 Design by : http://inkitchen.diaryclub.com