ทางเดินที่มีปลายทาง

เด็กๆผมมักจะถามตัวเองเสมอๆ ว่า ชีวิตนี้เกิดขึ้นมาจากไหน แล้วเกิดขึ้นมาเพื่ออะไร
ทุกครั้งที่คิดอย่างนี้ มักจะมีความรู้สึกเวิ้งว่าง ว้าเหว่ ตรงเข้ามาจับที่ใจอย่างรุนแรง
จนบางครั้งเก็บไปฝันร้าย

พอโตขึ้นมาก็เฝ้าถามตัวเองตลอดว่า ชีวิตเราจะมีแค่เรียน แต่งงาน มีลูก แล้วก็แก่ตาย
เป็นอย่างที่สังคมเขาเป็นกันน่ะหรือ  มันดีแล้วหรือ ?   เราเบื่อที่จะต้องทำทุกอย่าง ดิ้นรนไขว่คว้ามาแล้วก็ตาย เพื่อที่จะเกิดมาสร้างใหม่ ไขว่คว้าใหม่  เหมือนมองไม่เห็นปลายทาง หรือจุดจบของการดิ้นรนเลยแม้แต่น้อย

ชีวิตหลังจากนั้นมา จึงรู้สึกรอคอยอะไรบางอย่าง และเฝ้าแสวงหาการเดินทางที่มีจุดสิ้นสุดรออยู่ จุดที่ไม่ต้องดิ้นรน ไขว่คว้า เพื่อให้ได้บางอย่างมา แล้วรอเวลาเสียมันไป

จนเมื่อได้มาศึกษาธรรมะที่พระพุทธองค์ทรงเผยแพร่ และมีพุทธบริษัทจำนวนมากมายรักษาไว้ให้ด้วยชีวิต

จึงได้พบว่า ทางเดินที่พระพุทธเจ้าวางไว้ให้ เป็นทางเดินทางเดียวที่มีปลายทาง เป็นทางเดินที่นำไปสู่อิสรภาพอย่างแท้จริง

ที่ผมเล่ามาทั้งหมด ไม่ได้มีจุดประสงค์จะบอกว่าผมเก่ง หรืออะไรหรอกนะครับ แต่ผมคิดว่าคงมีหลายๆคนที่มีประสบการณ์คล้ายๆกับผม เลยอยากเล่าให้ฟัง

เพื่อนๆทราบไหมครับว่าทุกวันนี้ ทำไมสิ่งต่างๆที่เราพยายามแสวงหาและสร้างขึ้นมา กลับเป็นทางเดินที่นำเราไปสู่การเกิดและตายรอบใหม่ อีกนับไม่ถ้วน

เพราะเราสำคัญผิดว่ากายนี้ ใจนี้เที่ยง กายนี้ใจนี้ คือตัวเรา  งงไหมครับ ?

ครูบาอาจารย์สอนผมว่า ทุกวันนี้เราอยู่ในโลกของสมมติครับ ผมชื่อบอย ผมเป็นผู้ชาย มันเป็นสิ่งสมมติทั้งหมดครับ ที่จริงแล้วกายนี้ก็แค่ธาตุ 4 มาประชุมรวมกัน รอเวลาแตกดับไป  จิตนี้ก็เปลี่ยนแปลงเกิดดับทุกขณะ เดี๋ยวชอบ เดี๋ยวไม่ชอบ เดี๋ยวโกรธ เดี๋ยวเบื่อ เดี๋ยวสุข เดี๋ยวทุกข์  ไม่มีความเที่ยงสักนิดเลยครับ

เมื่อเราสำคัญผิดว่ากายนี้ใจนี้คือตัวเรา เราจึงทำทุกอย่าง เพื่อที่จะ "เอา"  ไงครับ  ทำเพื่ออยากให้สิ่งที่เราหลงเรียกว่าตัวเราเนี่ยมีความสุข  เมื่อเราทำเพื่อที่จะ "เอา" ก็ต้องมีตัวเราก็ต้องเกิดมา "เอา" ไปเรื่อยๆครับ

ถ้ายังไม่พูดถึงการตายที่หลายๆคนมองว่าไกลตัว ลองมองว่าชีวิตเราจบลงแค่วันหนึ่งๆนะครับ พอตื่นมาวันใหม่ก็เหมือนเริ่มชีวิตใหม่

สมมติถ้าวันนี้ เราทำทุกอย่างเพื่อแสวงหาเกียรติยศ  ยอมเหนื่อยทั้งวัน ยอมทำร้าย แก่งแย่งชิงดี ให้ร้ายคนนับไม่ถ้วนเพื่อก้าวไปสู่จุดสูงสุดให้ได้ 

ตกกลางคืนเราก็นอนหลับเหมือนไม่รับรู้อะไรไปช่วงหนึ่ง คล้ายกับคนตาย

พอตื่นขึ้นมาก็เหมือนเราได้ลืมตาเกิดขึ้นมาบนโลกนี้อีกครั้ง แล้วก็เริ่มวงจรของการแสวงหาเกียรติยศใหม่

เป็นไปอย่างนี้วันแล้ว วันเล่า ไม่จบไม่สิ้น จนสุดท้ายแล้วเมื่อรู้ตัว และเริ่มมีสติมาฉุกคิด ก็อาจจะสายไปเสียแล้ว
เพราะตอนนั้น อาจจะกำลังมีท่อออกซิเจนต่ออยู่ที่จมูก มีหมอและพยาบาลรุมอยู่นับไม่ถ้วน เพื่อยื้อชีวิตจากมัจจุราชที่ไม่เคยปราณีใคร

จนเมื่อต้องตายจริงๆ ก็มีเพียงบุญ และบาปที่ติดตัวไป นำไปเกิดในภพภูมิใหม่อีกครั้ง เพื่อเสวยผลของกรรมต่อไป

เป็นไปอย่างนี้ไม่จบไม่สิ้น หาจุดสิ้นสุดไม่ได้เลย

เห็นไหมครับว่า การทำทุกอย่างเพื่อที่จะ "เอา" ของเราเนี่ย สร้างวงจรเกิด-ตาย เป็นสายเกลียวยิ่งกว่า DNA ซับซ้อนแบบนึกไม่ถึง หาจุดสิ้นสุด และจุดตั้งต้นไม่เจอ

กลับมาที่ว่า แล้วทางเดินที่พระพุทธเจ้าวางไว้ให้พิเศษกว่าตรงไหนล่ะ ??

เมื่อในทางโลกเราทำเพื่อ “เอา” ในทางธรรมเราจึง "ทำไม่เอา" ครับ  ที่ไม่เอาไม่ใช่เป็นการปฏิเสธทุกสิ่งนะครับ แต่เป็นการเรียนรู้ทุกสิ่งตามความเป็นจริงด้วยปัญญา ว่าไม่มีสิ่งใดน่ายึดมั่นถือมั่น ควรแก่การ "เอา" เลยแม้แต่น้อย

พระพุทธเจ้าสอนว่าให้สละความเห็นผิดว่ากายนี้ ใจนี้เป็นตัวเรา  ให้สละความเห็นผิดว่ากายนี้ ใจนี้เที่ยง  เมื่อใดที่เห็นได้ว่ากายนี้ ใจนี้ไม่เที่ยง ไม่มีความเป็นบุคคลอยู่  เราก็จะเลิกยึดมั่นถือมั่นในสิ่งต่างๆ  เพราะไม่ว่าจะดี หรือร้ายเพียงใด ก็ไม่มีตัวเราเป็นผู้เสวย ความสุข และความทุกข์นั้นๆอยู่ดี

แต่ด้วยจิตใจที่สะสมแต่การ “เอา” มาตลอด อยู่ดีๆจะให้สละความเห็นผิด เลิกยึดถือสิ่งต่างๆเลย ก็คงไม่ใช่วิสัย

พระพุทธเจ้า จึงเริ่มวางหลักไว้ให้ เพื่อพัฒนาจิตใจ เริ่มจากการให้ทาน  เป็นการปรับจิตใจให้เป็นกุศล พร้อมจะสละความเห็นผิดที่ยิ่งๆขึ้นไป

เมื่อให้ทานจนเป็นนิสัยแล้ว จิตมีความสว่างระดับนึงแล้ว เราจะเริ่มอยากรักษาศีล เพราะศีล ทำให้จิตใจเป็นปกติ  เป็นเครื่องกั้นความชั่วร้ายต่างๆในชีวิตเรา


ทำทาน รักษาศีล จนจิตใจปลอดโปร่ง พร้อมที่จะสละความเห็นผิดแล้ว พระพุทธเจ้าก็สอนให้เรามีสติ สัมปชัญญะ สังเกตเข้ามาในกาย ในใจนี้ ว่าเที่ยงหรือไม่  ความสุข ความทุกข์ อารมณ์ต่างๆ เคยอยู่ถาวรหรือไม่  สังเกตความไม่เที่ยงเช่นนี้ได้บ่อยๆ จิตใจจะเริ่มฉลาดขึ้น ความทุกข์จากการยึดมั่นถือมั่นจะน้อยลง

ถึงจุดหนึ่งจิตจะสละความเห็นผิดว่ากายนี้ จิตนี้คือเรา จนกระทั่งมีปัญญาเต็มขั้น สละได้ซึ่งความยึดมั่น ถือมั่นในกายใจ

เมื่อนั้นเอง การเดินทางจึงสิ้นสุดลง มาสู่ปลายทาง แบบไม่มีจุดเริ่มต้นใหม่อีกต่อไป เข้าถึงซึ่งความดับทุกข์อย่างถาวรครับ

ไดอารี่คราวนี้ อาจจะอ่านยากสักหน่อยนะครับ ค่อยๆอ่าน แล้วฝึกสังเกตเข้ามาในกายในใจดูนะครับ

ถ้าอ่านจบแล้ว ก็อยากให้เพื่อนๆลองตั้งคำถามในชีวิตกันดูครับ ว่าเราได้ประโยชน์จากศาสนาพุทธมากพอเท่าที่สมควรจะได้หรือยัง หรือมีของดีอยู่ใกล้ตัว แต่กลับมองไม่เห็นกัน ^^

"เส้นทางธรรมเป็นเส้นทางเดียวที่มีปลายทาง
จึงเป็นทางเดียวที่ไม่พาไปสู่ความวกวนสูญเปล่า

แม้เบื้องแรกเห็นขอบฟ้าไกลเหมือนไม่มีวันไปได้ถึง
ต่อเมื่อเดินดูเรื่อยๆจึงรู้ว่าไม่ต้องไปไกลให้ถึงขอบฟ้า

สุดทางธรรมจะอยู่ก่อนขอบฟ้ามากนัก
และสุดทางนั้นก็สั้นจนปลายเท้าของชีวิตนี้พาไปได้ถึงแน่"

จาก ..พี่ดังตฤณสอนน้อง

 

ทางเดินที่มีปลายทาง

     Share

<< นิสัยที่ควรเลิกปฏิบัติธรรมทำอย่างไร ? >>

Posted on Sat 10 May 2008 8:38

ชอบประโยคนี้จัง...

...ความทุกข์จากการยึดมั่นถือมั่นจะน้อยลง

= : m u @ i : =   
Mon 12 May 2008 21:43 [3]

รู้สึกเนื้อหาในครั้งนี้ลึกซึ้งมากกว่าครั้งก่อนๆมากขึ้น
ไม่ได้เป็นเหมือนประโยคบอกเล่าตรงๆ แต่มีเนื้อความที่ต้องเอาไปคิดต่อด้วย

ยังไงก็ขอบคุณนะคะสำหรับบทความดีๆที่แบ่งปันให้ผู้อื่นได้รู้ด้วย
ปอย   
Mon 12 May 2008 16:47 [2]

ขอบคุณค่ะ สำหรับงานเขียนที่ดี ที่อ่านแล้วรู้สึกดี..

สำหรับพี่เอง..การตาย พี่เฉย ๆ เพราะทราบดีกว่ายังไง เราก็ต้องตาย แต่สิ่งที่พี่กลัวที่สุด คือ "การกลับมาเกิดใหม่"

เมื่อความกลัวเกิดขึ้น แล้วเมื่อเรารู้ทัน.. "รู้" เป็นทางเอกและทางเดียวที่พาเราไปสู่ถึงฝั่ง ใช่ไหมน้องบอย...

เจริญธรรม เจริญสตินะคะ น้องบอย..
namkaew   
Sat 10 May 2008 23:29 [1]

Name :
Email :
URL :
Comment :
กรอกข้อมูลก่อนส่ง CAPTCHA Image
Refresh
 

วันที่สามของการภาวนาที่สวนสันติธรรม
วันที่สองของการภาวนาที่สวนสันติธรรม
วันแรกของการภาวนาที่สวนสันติธรรม
ผีเสื้อ
ตื่นแต่เช้า
คนหนีทุกข์
รักแท้มีจริง
แด่เธอผู้มาใหม่
ครบรอบปีที่ 23
คั่นจังหวะด้วยเรื่องเบาๆของข้าพเจ้า
Reality or Imagination
ปฏิบัติธรรมทำอย่างไร ?
ทางเดินที่มีปลายทาง
นิสัยที่ควรเลิก
รักอย่างพอดี
ตัวร้ายที่ชื่อว่า...เหล้า
จินตนาการ กับปัญญา
รักเขา หรือรักเรามากกว่า
ธรรมชาติ กับความเปิดโล่ง
สวัสดีธรรมะ