ระบายสีความรู้สึก
ก้าวต่อไป
อยากบอกให้รู้...ว่าคิดถึง
คิดถึงจัง
ขอบคุณนะ...หลานรัก
ไชโย
I will be vegetarian ^^
L O V E
16/16_end
16/16_3
ตอนที่ 16/16_2
ตอนที่ 16 /16_หลักของการปฏิบัติธรรม_1
15/16_4
15/16_3
15/16_2
ตอนที่ 15 /16_ศีลคืออะไร ใช้อย่างไร เพื่ออะไร_1
ตอนที่ 14 /16_ศีลคืออะไร
ตอนที่ 13/16_วิธีกำหนดสติ ขณะนั่งภาวนาดูลมหายใจ
ตอนที่ 12/16_สมาธิ
ตอนที่ 11/16_วิธีเจริญสติในชีวิตประจำวัน
ตอนที่ 10/16_สติปัฏฐาน ๔ คืออะไร
ตอนที่ 9/16_อย่าเข้าใจผิด
ตอนที่ 8/16_ทำไมวิธีปฏิบัติธรรมจึงมีมากมาย
ตอนที่ 7/16_ปฏิบัติธรรมไปเพื่ออะไร
ตอนที่ 6/16_จงเข้าใจให้ถูกต้อง
ตอนที่ 5/16_ต้องใช้เวลาในการปฏิบัติธรรมนานเท่าใดจึงจะเห็นได้เห็นผล
ตอนที่ 4/16 จุดเริ่มต้นของการปฏิบัติธรรมอยู่ที่ไหน
ธรรมะกับการปฎิบัติธรรม_ตอนที่ 3/16 (จงเข้าใจความเป็นจริง)
ธรรมมะกับการปฏิบัติธรรม_ตอนที่ 2/16 (พระพุทธเจ้าตรัสรู้ที่ไหน)
ธรรมมะกับการปฏิบัติธรรม_ตอนที่ 1/16 (ใจ ใจ ใจ)
ของขวัญปีใหม่ 2554 สำหรับทุกคนค๊า
ระบม...ไปทั้งเท้า Y_Y



15/16_4


15/16 4

ทางเดินหรือรูปแบบในการปฏิบัติธรรม หรือพุทธบริษัท ๔ นั้นเป็นอย่างไร

อุบาสก หมายถึงเพศชาย อุบาสิกา หมายถึง เพศหญิง หรือหมายถึงชาวบ้านธรรมดาๆ ทั่วไปนั้นจะรักษาศีล ๕ หรือ ศีล๘ ก็ได้ไม่บังคับ สุดแท้แต่เจตนาของแต่ละบุคคล ซึ่งพระพุทธองค์ก็มิได้บังคับว่าจะต้องมีรูปแบบเป็นกฎตายตัวแต่อย่างไร ตามสะดวกตามสบาย ตามอัชฌาสัยของแต่ละบุคคลที่พึงจะกระทำได้

ส่วนพระภิกษุสงฆ์และสามเณรนั้น จำเป็นจะต้องมีรูปแบบบังคับเป็นกฎตายตัว เพราะเป็นสัญลักษณ์ที่จะแสดงให้โลกรู้ว่า นี่เป็นสาวกที่เป็นตัวแทนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นเนื้อนาบุญของโลก อันเป็นผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ เป็นผู้ที่ควรเคารพนับถือ ยกย่องบูชา เพราะเป็นผู้ที่ตั้งใจมั่นต่อการที่จะมุ่งออกจากความโลภ ความโกรธ ความหลง มุ่งออกจากวัฏสงสาร คือ การเวียนว่ายตายเกิดเท่านั้น โดยไม่หลงยินดีต่อลาภสักการะใดๆ ทั้งสิ้น

                ดังนั้น ผู้ที่จะเข้ามาบวชอยู่ในรูปแบบนี้ แสดงว่าจะต้องเกิดศรัทธาและมีความตั้งใจมั่นต่อธรรมแล้วจริงๆ จึงมุ่งที่จะปฏิบัติตนอย่างแท้จริง ตามคำแนะนำสั่งสอนของพระพุทธองค์ทั้งหมด จนกระทั่งยอมเสียสละสิ่งต่างๆ ทางภายนอก เพื่อจะได้เข้ามาอยู่ในรูปแบบเหมือนพระองค์ คือ การทำตนให้เป็นผู้เลี้ยงง่าย อยู่ง่าย มักน้อย สันโดษ โดยพยายามทำตัวมิให้เป็นภาระใคร ไม่รบกวนเบียดเบียนใคร แม้จะทุกข์ยากลำบากแค่ไหนก็ทนได้ ไม่กลัวไม่ท้อถอยต่อการบำเพ็ญธรรม ถึงตายก็ยอมสละชีพเพื่อแลกกับธรรมที่จะเกิดขึ้นภายในจิตใจ “ตรัสรู้” คือฆ่ากิเลสในจิตตนเท่านั้น จึงมีหน้าที่ที่จะต้องมุ่งปฏิบัติจริง เพื่อให้รู้แจ้งในสัจธรรมก่อน เมื่อตนรู้ตนได้จริงๆ แล้ว ก็จะได้แนะนำสั่งสอนและยืนยันชี้ทางพ้นทุกข์นั้นแก่ชาวโลก ให้หลุดพ้นจากวัฏสงสาร คือ การเวียนว่ายตายเกิดได้อีกต่อไป

                ดังนั้น พระภิกษุสงฆ์และสามเณรจึงจำเป็นที่จะต้องมีรูปแบบและระเบียบข้อบังคับเป็นกฎตายตัว เพื่อเตือนสติและป้องกันตนให้เกิดความระมัดระวังกายวาจาและใจตนเองอยู่เสมอ ว่าขณะนี้เราคือผู้ไม่ต้องการอะไรแล้ว เราคือผู้เสียสละแล้ว เราคือผู้มุ่งออกจากเครื่องข้องต่างๆ แล้ว และเมื่อได้เข้ามาบวชอยู่ในรูปแบบแล้วก็ต้องปฏิบัติจริง รักษาจริงด้วย ตามพระธรรมวินัยที่มีที่กำหนดไว้ จึงจะใช่สาวกของพระพุทธองค์อย่างแท้จริง อันเป็นสาวกที่สมบูรณ์ทั้งกายและใจ หมายถึง สุปฏิปันโน ภควโต สาวกสังโฆ จริงๆ

                หากบุคคลใดได้เข้ามาบวชอยู่ในรูปแบบแล้ว ไม่สนใจไม่ตั้งใจที่จะปฏิบัติธรรม เพื่อให้จิตตน ออกจากความโลภ ความโกรธ ความหลง กลับมุ่งเข้าสู่ความโลภ ความโกรธ ความหลงแล้ว บุคคลนั้นกับยังมิได้เป็นสาวกของพระพุทธองค์อย่างแท้จริง ยังเป็นชาวบ้านธรรมดาๆ  อยู่ เพียงแต่อาศัยรูปของพระสงฆ์มาใช้เท่านั้นเอง คือยังเป็นสมมติสงฆ์อยู่ หมายถึงเป็นสาวกแค่รูปแบบ คือเปลือกนอกที่มีผ้าและทรงผมเท่านั้นที่เหมือนพระองค์ ส่วนกาย วาจา ใจ ภายในยังไม่เหมือน ยังไม่เป็น ยังไม่ใช่

                ฉะนั้น บุคคลใดเมื่อมีโอกาสเข้ามาบวชอยู่ในรูปแบบแล้ว ยังไม่ยอมปฏิบัติธรรมก็เท่ากับตนกำลังหลอกตน ตนกำลังหลงตน และในขณะเดียวกันก็กำลังหลอกผู้อื่นอยู่ด้วยว่า ตนคือพระ แท้ที่จริงยังไม่ใช่พระ เพราะกิเลสต่างๆ ยังเหมือนชาวบ้านทั่วๆ ไปนั่นเอง หรืออาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ หากหลงตน หมายถึง ความโลภ ความโกรธ ความหลง

                ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย ในที่สุดความลับไม่มีในโลก สักวันเขาก็จะรู้ว่าใช่พระหรือไม่ใช่พระ เพราะทุกคนย่อมมีตาดู มีหูฟัง นานๆไปเขาก็จะรู้และเข้าใจ เมื่อเขาเข้าใจดีแล้ว เขาก็จะหยุดเมตตา หยุดอุปัฏฐาก แล้วก็จากไปเท่านั้นเอง

                เพราะใครก็คงไม่ชอบให้ใครมาหลอกตน จริงไหม และบุคคลใดก็ตามที่เอากิเลสไปพอกพระ ให้เกิดความอยากความหลง นั่นหาใช่การทำบุญ สร้างบุญไม่ อาจจะกลายเป็นบาปก็ได้ หากไม่เข้าใจ เพราะท่านต้องการเอาออก แต่เรากลับเอาไปเพิ่มให้ จึงต้องดูให้ดีๆ ควรพิจารณาก่อนให้ด้วย ว่าสิ่งนี้ส่งเสริมกิเลสไหม สมควรกับพระหรือไม่ ต้องดูให้ดีๆ มิเช่นนั้นบุญอาจจะกลายเป็นบาปไปก็ได้ หากไม่รู้จริง

                ส่วนพระก็ต้องพิจารณาก่อนรับด้วย ว่าสิ่งต่างๆ นี้ สมควรกับพระผู้สละกิเลสหรือไม่ รับแล้วจิตหลงใหล ติดข้องกับมันไหม ต้องระมัดระวังด้วยเช่นกัน เพราะพระพุทธองค์ตรัสเตือนเอาไว้ ควรพิจารณาก่อนให้และก่อนรับด้วย จึงจะเป็นผู้ไม่ประมาทในธรรม

 

ที่มา: หนังสือธรรมมะกับการปฏิบัติธรรม (ไม่ได้ระบุชื่อผู้แต่ง)

 15/16 4

     Share

<< 15/16_3ตอนที่ 16 /16_หลักของการปฏิบัติธรรม_1 >>

Posted on Sat 12 Feb 2011 9:15


 

 

Name :
Email :
URL :
Comment :
กรอกข้อมูลก่อนส่ง CAPTCHA Image
Refresh