可爱朋友

อย่างที่เกริ่นไปเมื่อวานนี้ คือจะทยอยๆเล่าเรื่องราวต่างๆที่ผ่านมา ว่าฉันเองได้ผจญภัยกับอะไรมาบ้าง

จริงๆก็ไม่น่าเรียกว่าผจญภัยเท่าไร  เพราะมันเหมือนกับว่าเป็นชีวิตที่คล้ายๆกับหลังเกิดใหม่มากกว่า

 

ทำไมฉันถึงกล่าวเช่นนั้น...

 

ฉันเองในทุกวันนี้ ยังคงอยู่ในถนนของการศึกษาอยู่ ซึ่งเป็นในช่วงปลายแล้วกับการทำวิทยานิพนธ์ บทที่ 1 ซึ่งกำลังรอการแก้ไขข้อบกพร่องของอาจารย์อยู่ (ในการทำวิทยานิพนธ์ หลายคนที่เคยผ่านมาจะทราบว่า วิทยานิพนธ์จะมีอยู่ประมาณ 5 บท และบทที่ 1 เป็นบทที่ยากและใช้เวลาทำนานที่สุด)

แต่ต้องบอกว่า การที่ฉันมายืนอยู่ตรงจุดนี้ได้นั้น นอกจากคนในครอบครัวที่เป็นกำลังสนับสนุนแล้ว สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ เพื่อน และ อาจารย์ ที่จริงใจต่อฉัน

 

จริงๆเรื่องนี้ฉันเองก็ตัดสินใจอยู่นานนะ ว่าจะเขียนเล่าเรื่องราวตรงส่วนนี้ดีหรือไม่ เพราะเนื่องจากว่ามันอาจจะกระทบกับความรู้สึก หรือบางคนอาจจะมองว่าเพราะฉันนิสัยเสียเองหรือเปล่า เพราะดูว่าการเขียนของฉันนั้นก้าวร้าวซะขนาดนั้น

และแน่นอน มันอาจจะกระทบกับความรู้สึกใครบ้าง จนทำให้ใครไม่เห็นด้วยก็อย่าถือสาเลย เพราะยังไงซะ มันก็เป็นเรื่องจริง ความจริงที่อยู่ในมุมมองของฉันเอง

 

แต่ความจริงแล้วมันก็เป็นสิทธิ์ละมั้ง เพราะเราคงไม่สามารถจะห้ามความคิดของใครได้ แม้ว่าบางครั้งมันอาจจะไม่ยุติธรรมสำหรับฉันก็ตาม

 

…………….

 

ในสมัยก่อนนั้น ฉันเองอยู่ในสังคม ที่มีแต่คนเก่ง มีแต่คนที่มีความสามารถ แต่สิ่งที่ขาดหายไปคือน้ำจิตน้ำใจ ที่ฉันเองเหมือนต้องต่อสู้กับอะไรต่างๆตามลำพังโดยที่ไม่มีใครช่วย

เพราะแต่ละคนนั้นเป็นคนเก่ง มีแต่กลัวว่าใครคนอื่นจะดีเกินหน้าเกินตาตัวเอง คบกันด้วยผลประโยชน์ทั้งนั้นแหละ ไม่มีใครยอมเสียเปรียบใคร ทุกคนมองว่าตัวเองเหนื่อยกว่าคนอื่น โดยไม่ยอมให้คนอื่นเหนื่อยน้อยกว่าตัวเอง

แต่ถ้าใครที่ไม่เก่ง หรือด้อยความสามารถ ก็จะถูกกีดกันอีกเช่นกัน เพราะกลัวว่าจะมาแย่งคะแนนจากเขาเหล่านั้น

 

หลักฐานที่ว่าคือ มีอยู่ครั้งนึง ฉันเองนั่งอยู่หลังห้อง อ่านหนังสือพิมพ์รอเวลาเรียนอยู่

แล้วเพื่อนๆ(?....ฉันไม่อยากใช้คำนี้ซักเท่าไร) ที่อยู่ข้างหน้านั้นทำเสียงดังโวยวาย และจับความได้ว่าต่างฝ่ายต่างกล่าวหากันและกันว่า ฝ่ายหนึ่งเอาเปรียบเขา ไม่ยอมช่วยงานกลุ่มเขาอย่างที่เขาได้ทำงานมาอย่างหนัก

ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งก็ปกป้องตัวเองว่า ตัวเขานั้นได้ช่วยแล้ว และก็แจกแจงให้เขาฟัง แต่ก็เหมือนจะต่างคนต่างไม่ฟังอยู่ดีนั่นละ

 

ฉันเองก็ไม่อยากไปยุ่งอะไรหรอก แต่ต้องบอกว่า วันที่ผ่านๆมาที่เห็นแต่ละคนนั้นยิ้มแย้มให้กัน ความจริงแล้วมันไม่มีอะไรหรอก

มันเป็น “ยิ้มเปื้อนเลือด” มากกว่านะ ฉันว่า

กับเคสนี้ ฉันเองก็ไม่สน และไม่อยากสนว่าใครจะพูดจริงพูดเท็จ เพราะเราคิดว่าแต่ละคนก็พูดความจริงในมุมมองของตนเองนั่นละ

เพียงแต่สิ่งนี้จะไม่เกิดขึ้น ถ้าหากคนเรามีน้ำใจต่อกัน ไม่คิดเล็กคิดน้อยกับเรื่องแค่เล็กน้อยนั่นเอง

 

และส่วนตัวฉันเองนั้น ไม่ใช่ว่าฉันเรื่องมาก ไม่อยากคบใครหรอก ฉันเองก็พยายามแล้ว แต่บางทีมันเหมือนกับว่า เขาเองมองว่าฉันเป็นส่วนเกินมากกว่า เพียงเพราะฉันเรียนไม่เก่งนั้นละ

เหตุผลง่ายๆคือมีอยู่ครั้งนึง ฉันเองไม่ได้มาเรียนและให้มีการทำงานร่วมกัน 2 คน

พอดีว่ามีอยู่คนนึง ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นคนที่เก่งที่สุดในบรรดาทุกคนนั้น เขายังไม่มีคนร่วมงานด้วย

แต่...เขาบอกว่าเขาเลือกจะทำงานคนเดียวดีกว่า

 

....................

 

บอกตรงๆเลยนะ ว่าฉันเองไม่ได้เสียใจหรอก ออกจะดีใจด้วยซ้ำที่ไม่ต้องไปทำงานร่วมกับคนแบบนี้ เพียงแต่ถ้าไม่ติดอะไรบางอย่างนะ บางทีฉันคงชกเธอคว่ำไปแล้วละมั้ง เหอๆ

 

เหตุผลง่ายๆคือ เขากลัวว่าฉันเองที่เป็นคนที่เรียนไม่เก่งในสายตาเขาจะมาเอาผลประโยชน์ในเรื่องคะแนนจากเขา ดึงเกรดตัวเขานั่นละ

ฟังดูแล้วอาจจะเหมือนฉันกล่าวหาลอยๆ หรือเพราะฉันนิสัยไม่ดีหรือเปล่าเขาถึงเป็นแบบนั้น

 

ฉันจะได้บอกว่า ถ้าเป็นเพราะเหตุผลนั้น มันก็ยังจะดีซะกว่าอีก และจริงๆแล้วไม่ใช่ฉันคนเดียวหรอกที่เจอแบบนี้ สมัยนั้นเพื่อนคู่หูที่เรียนด้วยกันกับฉัน เขาก็เจอแบบนี้เหมือนกัน แต่อันนี้คือ อาจารย์เป็นคนสั่งให้ทำงานร่วมกัน

มันเองก้มาบ่นว่า คนๆนี้เห็นแก่ตัวมาก ประมาณว่าแอบไปทำงานที่อาจารย์สั่งอยู่คนเดียว ไม่ได้ให้เขาร่วม โดยไม่ทราบเหตุผล แล้วก็มาว่าทำนองว่าทำไมไม่ช่วยเขาเลย

 

ฉันเลยเล่าเรื่องราวที่กล่าวไปข้างต้นให้มันฟัง มันถึงเข้าใจ และไม่แปลกใจว่าทำไมมันถึงโดนแบบนั้น

 

แต่เราเรียนตามตรงว่า เพราะเรื่องนี้แหละ ที่เป็นเบื้องหลังว่า หลังจากที่ฉันขึ้นมาเรียนปริญญาโทแล้ว ฉันเองจะไม่นำนิสัยแบบนั้นมาใช้เด็ดขาด

 

สังคมใหม่นั้น เป็นสังคมที่มีแต่คนมีฐานะทั้งนั้น แต่เป็นเรื่องเหลือเชื่อ ที่แต่ละคนนั้นดูสบายๆ และมีมิตรภาพซึ่งกันและกันมากกว่าสังคมที่มีแต่คนเก่งเสียอีก

มันเลยทำให้ฉันได้เรียนรู้ว่า บางครั้ง คนที่รวย มีฐานะ ก็ไม่ได้แล้งน้ำใจซะทีเดียว ตรงข้ามเลย ทั้งรวยทรัพย์ และ รวยน้ำใจเลยละ

และสังคมที่นั่น ดูจะให้เกียรติฉันมาก แต่มันอาจจะมีปัจจัยที่ว่า ในระดับปริญญาโทนั้น แม้จะเรียนเนื้อหาเดียวกัน แต่ภายในห้องนั้น มีคนที่เก่ง และ ถนัดในสาขาต่างๆมารวมกัน ดังนั้นเลยเหมือนที่จะต่างคนต่างช่วยเหลือกัน มากกว่าที่จะมานั่งคิดว่าใครจะมาได้เกรดเหนือกว่าตัวเองหรือเปล่านั่นละ

 

ฉันถึงดีใจ และเป็นกลุ่มเพื่อนๆ ที่ฉันเรียกว่าเพื่อน ได้อย่างเต็มปากเต็มคำเลย จนหวังว่า เราจะเป็นเพื่อนกันตลอดไป

 

เข้าใจเรื่องที่เล่าไปไหม?

 

ความหมายของฉันก็คือ ในสังคมหรือองค์กรที่หลายๆคนมองว่าเป็นสังคมที่ดี น่าเข้าไปสัมผัส หรือรู้สึกมีเกียรติที่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมนั้น ฉันบอกเลยว่า เอาเข้าจริงๆแล้วมันก็ไม่ได้วิเศษวิโสไปซะทีเดียวหรอก

เพราะสังคมนั้นมีแต่คนเก่ง แต่ความเก่งกาจของแต่ละคนนั้น เหมือนเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้มีแต่การหวาดระแวง และกลัวว่าใครจะเด่นเกินหน้า มีแต่ความเห็นแก่ตัว ไม่มีใครยอมเสียเปรียบใคร

เหมือนอย่างที่เคยมีคนกล่าวกันไว้ว่า “หลายคนอยากให้คนทำดี แต่ไม่มีใครอยากเห็นใครดีเกินหน้า” นั่นละ

 

ในใจฉันเอง ฉันมักจะคิดอยู่เสมอนั่นละ ว่า การจะช่วยคนทั้งทีน่ะ ไม่จำเป็นต้องไปคิดอะไรให้มันมากหรอก การช่วยเหลือคนเป็นๆทั้งคนเนี่ย เรามองว่าได้บุญมากกว่าไปทำบุญบริจาค สร้างโบสถ์วิหารที่ไหนเสียอีก

 

มันก็คล้ายๆกับที่หลายๆคนอยากจะไปอยู่ต่างประเทศ เช่นที่ดังๆก็อยากไปอเมริกา อยากไปญี่ปุ่น หรือยุคนี้ก็คือเกาหลี

 

จริงๆฉันบอกเลยว่าฉันเองเนี่ย ไม่ใช่คนที่ Nationalism หรือ ชาตินิยมเลย ออกจะเป็นพวกหัวนอก โปรฝรั่ง โปรญี่ปุ่นด้วยซ้ำไป เอาง่ายๆว่า ฉันเองจะไม่ฟังเพลงไทยเลย ไม่ว่าจะไทยเดิม หรือ ไทยสากล (ยิ่งไทยลูกทุ่งนี่ ช่วยไปเปิดไกลๆเลย ไม่ชอบอย่างแรง) ฉันฟังแต่เพลงฝรั่ง เพลงญี่ปุ่น เกาหลี จีน

แต่ฉันเองก็มักจะบอกอยู่เสมอว่า ที่ฉันชอบเรียนรู้ภาษา วัฒนธรรม และสิ่งบันเทิงของชาติต่างๆนั้น เพราะมันเป็นสิ่งที่ฉันชอบ เป็นสิ่งที่ทำให้ฉันหายบ้าได้ และตอบได้ว่าฉันเกิดมาบนโลกเพื่ออะไร เพราะความจริงคือ ทุกสิ่งบนโลกนี้ ล้วนมีด้านมืดกันทั้งนั้น ไม่มีอะไรจะวิเศษวิโสจนไร้ที่ติ

 

แต่ฉันมักจะบอกต่อเช่นกัน กับคนที่ชาตินิยมเกินเหตุและต่อต้านวัฒนธรรมต่างชาติเหมือนกันว่า ถ้าสิ่งไหนที่ดี ก็ควรรับมา ถ้าสิ่งไหนไม่ดีก็อย่าไปรับมา มันก็แค่นั้นแหละ

ถ้าคนๆนั้นมันมีสมองพอ มันก็คงแยกแยะออกอะนะ...

 

ให้ตายสิ... พอเขียนเรื่องนี้แล้ว เกิดอยากจะเขียนต่อขึ้นมาทันที คันไม้คันมือยิบๆเลย แต่เดี๋ยวมันจะยาวไป คนอ่านอาจจะเบื่อซะก่อน

งั้นเอาเป็นว่า ยกยอดไปคราวหน้าดีกว่าเนาะ สะใจแน่นอน

 

リアン

 

Song : Forever friends --- A. Mei & Sun Nan (Olympic 2008) เพลงนี้ฉันชอบมากเลย จังหวะและความหมายน่ารักมาก และฉันได้รับชมการแข่งขันทุกวันด้วยในช่วงนั้น

 21487 29233 26379 21451
 21487 29233 26379 21451  21487 29233 26379 21451  21487 29233 26379 21451  21487 29233 26379 21451

     Share

<< Right now again!!!Prince No Crown >>

Posted on Sat 21 Mar 2009 1:13

Comment