เราต่างมีพระพี่แว่นที่น่าอิจฉา

                สถานการณ์บ้านเมืองตอนนี้แปลก ๆ ผมไม่เคยได้เขียนอะไรเป็นพงศาวดารมากนัก เพราะรู้และเชื่อมาตลอดว่า เรื่องทั้งหมดจะผ่านไปด้วยกรรมวิธีแห่งทฤษฎี “มวลวิกฤติ” หรือความงามความนิ่งของอะไรต่อมิอะไรจะกำหนดให้คนได้ใช้สติปัญญา ตัดสินใจทำ หรือไม่ทำสิ่งที่ไม่เป็นคุณต่อบ้านเมือง

                ผมคงไม่มีทางเข้าใจเรื่องราวในใจคนเหล่านั้น ไม่อยากบอกอะไรด้วยไม่อยากเตือนไม่อยากสอนอะไร  เพราะเท่าที่เห็นไม่ใช่ญาติ ไม่ใช่พี่น้องไม่ใช่คนที่เรารักซักคน  พงศาวดารในวันนี้ ถือเป็นเรื่องราวโดยสรุปความรู้สึกเฉย ๆ ได้มั๊ย ไม่ได้มีความหมายอะไรต่อสังคม ไม่ได้มีความสำคัญอะไรต่อบ้านเมือง และไม่ได้มีโทษอะไรต่อใคร  เมื่อไม่มีโทษต่อใครไม่ได้เบียดเบียนใคร  ก็กรุณาหยุดอ่าน หรือหยุดคิดที่จะคอมเม้นอะไรไว้ทันที

 

                ข้อหาการจ้างพรรคเล็กสมัคร ส.ส. หนีประเด็นเสียง 20 เปอร์เซ็นต์ โดยวินิจฉัยอันละเอียดถี่ถ้วน ก็สมยอมเข้าใจได้ว่า ไม่มีใครอยากใส่ร้ายใครซักนิด  มีแต่คนพูดความจริง และความจริงแม้จะมีแค่ด้านเดียว มันก็คือความจริง  หน้าที่ศาลได้ทำแล้วอย่างไม่บกพร่องก็คือ  การหาความจริงมาให้ได้มากด้านที่สุดเพื่อประโยชน์ในการวินิจฉัยจะได้แม่นยำและถูกต้องที่สุด  และ ที่สุด  ก็ไม่ได้แปลว่าร้อยเปอร์เซ็นต์  ยิ่งในแง่มุมที่เกี่ยวกับคน กับอำนาจ กับเงิน กับมนุษย์หลากหลายเผ่าพันธุ์  ยิ่งไม่เคยมีอะไรร้อยเปอร์เซ็นต์เข้าไปใหญ่ 

                และต่อให้ความจริงใครจะจริงกว่า ความจริงก้อคือความจริงวันยังค่ำ  ไม่มีใครคนใหนอยู่สองที่สองการกระทำได้ในเวลาเดียวกัน  นั่นคือความจริงโดยหลักวิทยาศาสตร์  คนพูดความจริงสองคนหากไม่สอดคล้องกัน ให้เข้าใจใว้ก่อนว่าต่างกรรมต่างวาระ  จากนั้นก็หาเหตุหาผลของกรรมที่ต่าง วาระที่ต่าง  น้ำหนักแห่งความจริง ทั้งหมดทั้งสิ้นก่อนจะตัดสินใจว่าจริงใครจริงกว่า หาใช่จะตัดสินว่า เท็จใครเท็จกว่าไม่

                ข้อหาการกล่าวหา ใส่ร้าย และ ป้ายความผิด ก็ใช้กรณีเดียวกันในการหาความจริง คือหาความจริงจากคนที่จริงที่สุด จากสิ่งที่จริงที่สุด เอกสาร บันทึก  แน่นอนว่าหลายสิ่งหลายอย่างแม้ไม่ได้บันทึก  แต่ต่างกรรมต่างวาระ ณ ที่แห่งใด ย่อมมีแค่กรรมและวาระ ณ ที่แห่งนั้นเพียงหนึ่งเดียว  หากแต่ความต่างอยู่ที่  ความจริงด้านนี้ ถูกประเมินว่าไม่จริงดังคำกล่าวอ้างบ้าง  ไม่มีน้ำหนักดังคำกล่าวหาบ้าง  ไม่มีมูลดังคำบอกเล่าบ้าง  จึงประเมินจากความจริงเท่าที่มีได้ว่า  ความจริงนั้น ๆ ยังเป็นความที่ยังไม่จริง และด้วยเหตุผลข้อจำกัดหลายส่วน  ทำให้ ต้องประเมินความจริง ณ เวลาเท่าเทียมกัน และบุคคลคนเดียวกัน ได้ความดังกล่าว

                ข้อกังขาจึงเกิด......

                ผมมีความเห็นว่า เมื่อความจริงกระจ่างได้ระดับหนึ่ง  ทางออกของคนที่แย้งกันในและนอกใจ  พึงควรใช้แสงสว่างดังกล่าวส่องดุคราบความบอบช้ำที่เกิดแก่สังคม  ดุสิ่งสกปรกเป็นบทเรียน  และปั้นสังคมใหม่จากไอ้ดินเลอะ ๆ นี่แหละ ไม่ต้องไปล้างไปอะไร  ลูกหลานมันจะได้เห็นว่า กว่าจะมาเป็นสังคมได้ เราผ่านอะไรมากบ้าง  รักแหละหวงมันใว้เยอะ ๆ   หากเรายังทะเลาะกัน อยากรู้ว่าลูกหลานเราจะมองเรายังไง จะรักและเคารพแผ่นดินเราในวันที่เราไม่มีแรงดูแลต่อหรือไม่

 

                พระพี่แว่นพูดเมื่อคืนโดนใจอีกแล้ว  อยากให้คนที่รักทุกคนฟังด้วยกัน

                เรื่องของเรื่องก็คือ  ประชาธิปไตยไม่ใช่ระบบที่ดีที่สุดในสังคมที่คนส่วนใหญ่ไม่มีความรู้ นี่คือประเด็นใหญ่ที่โดนครหาทุกครั้งที่กล่าวถึง คนส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจว่าการระบุคำว่า  ไม่มีการศึกษา ไม่ใช่คำด่า เป็นคำบอกเล่าเฉย ๆ ว่า ในเรื่องของเล่ห์เหลี่ยม การใช้อำนานทางการเมืองนั้น มีแง่มุมที่ซับซ้อนนัก  ไม่ใช่ว่าคนจบปริญญาตรีทุกคนจะเข้าใจ  แต่คนที่ไม่เข้าใจ  ไม่ควรโกหกตัวเองว่าเข้าใจ  ไม่เช่นนั้นกรณีศึกษาแรกที่ประเทศเราต้องเผชิญคือ  การที่เราเหล่าคนไม่ทันเกมนักการเมืองนิสัยเสีย จะเลือกนักการเมืองนิสัยเสียไปเป็นผู้แทน  ประเด็นนะประเด็น คนไม่ทันเกมนักการเมือง ไม่ใช่คนโง่  เป็นแค่คนไม่รู้  เกมเลว ๆ ถูกสร้างมาใหม่ทุกวันในสังคม  ใครตามทันก็บ้าแล้ว 

                ยกตัวอย่าง    ยุคหนึ่งสมัยหนึ่ง  โลกเรายังแบน...

                                ยุคหนึ่งสมัยหนึ่ง  ดวงอาทิตย์เท่ากับดวงจันทร์

                                ยุคหนึ่งสมัยหนึ่ง  ดาราหน้าตาดีโดนกล่าวหาว่าตั้งท้องและผู้คนสงสาร

            ไม่ใช่เรื่องของโง่หรือฉลาด  เป็นเรื่องของรู้หรือไม่รู้  เชื่อรหือไม่เชื่อ   เท่านั้นเอง

                                ประเด็นสวยที่พระพี่แว่นพูด คือ  สติ ต้องมาคู่กับปัญญา   ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์จึงจะเกิดได้

                                ประเทศเราไม่ได้คิดค้นวิธีการปกครองแบบประชาธิปไตยได้เอง  เราลอกเขามา  เอามาใช้ทั้งดุ้นหลังเจ้าของหลายสิบปี โดยหวังว่าจะเข้าใจมันทัดเทียมคนที่ใช้มาก่อน    มันต้องมีการพลาด การลองผิดลองถูก ต้องมีสติ ต้องส่งเสริมการศึกษาให้คนที่มีสิทธ์เลือกตั้ง ต้องเลิกอคติและยอมรับกับคำว่า ไม่รู้  ไม่เข้าใจ  โดยเลือกที่จะพัฒนาตนให้รู้ให้เข้าใจ มิใช่คิดเพียงว่า ไม่มีใครเข้าใจแสดงว่าไม่ควรเข้าใจ  ไม่ควรรู้

                ทุกอย่างไม่มีทางลัด  ต้องได้มาด้วยประสบการณ์

                ประชาธิปไตยก็เหมือนกัน

 

                สติ   +  ปัญญา

     Share

<< เราต่างมีอินเดียที่น่าอิจฉาเราต่างมีฟันที่น่าอิจฉา >>

Posted on Wed 6 Jun 2007 10:05

มิ่งรัฐ มาเยือน (ปล อย่าเขียนชื่อผมผิดบ่อยดิ ในบันทึกอ่ะ)
มิ่งรัฐ   
Sat 16 Jun 2007 23:11 [1]
 

Name :
Email :
URL :
Comment :
กรอกข้อมูลก่อนส่ง CAPTCHA Image
Refresh
 

้เราต่างมี คลาสสิกไดอารี่ ที่น่าอิจฉา
เราต่างมีคอรับชั่น ที่น่าอิจฉา
สองใจ ทำไม
หนึ่งคนที่เข้าใจ
เราต่างมีสิ่งเสพที่น่าอิจฉา
เราต่างมีโทรศัพท์ที่น่าอิจฉา
เราต่างมีปตท. ที่น่าอิจฉา
เราต่างมี ไอเอ็มเอฟที่น่าอิจฉา
เราต่างมีอดีตนายกที่น่าอิจฉา
เราต่างมีปรสิต ที่น่าอิจฉา
เราต่างมีวิธีที่น่าอิจฉา
เราต่างมี better place ที่น่าอิจฉา
เราต่างมีสมการที่น่าอิจฉา
เราต่างมีพี่นัยที่น่าอิจฉา
เราต่างมีพี่หมอที่น่าอิจฉา
เราต่างมีภาระที่น่าอิจฉา
เราต่างมี 500 ที่น่าอิจฉา
เราต่างมีเสียใจที่น่าอิจฉา
เราต่างมีฟันที่น่าอิจฉา
เราต่างมีพระพี่แว่นที่น่าอิจฉา
เราต่างมีอินเดียที่น่าอิจฉา
เราต่างมี "เข้าใจ" ที่น่าอิจฉา
เราต่างมีพ่อที่น่าอิจฉา
เราต่างมีวันแรงงานที่น่าอิจฉา จริง ๆ
เราต่างมีวันแรงงานที่น่าอิจฉา
เราต่างมีคำพูดที่น่าอิจฉา
เราต่างมีผู้รับเหมาที่น่าอิจฉา
เราต่างมีผังเมืองที่น่าอิจฉา
เราต่างมีกูปรีที่น่าอิจฉา ขัดเกลา1
เราต่างมีกูปรีที่น่าอิจฉา
เราต่างมีรองเท้าที่น่าอิจฉา
เราต่างมีความหวังที่น่าอิจฉา
เราต่างมีความหวังที่น่าอิจฉา
เราต่างมีบันทึกบ้าอะไร เขียนเรือ่งอนาคตได้ ที่น่าอิจฉา
เราต่างมีวันมาฆะบูชาที่น่าอิจฉา
เราต่างมีเพื่อนร่วมงานที่น่าอิจฉา2
เราต่างมีพ่อที่น่าอิจฉา
เราต่างมีหลานที่น่าอิจฉา
เราต่างมีลูกพี่ลูกน้องที่น่าอิจฉา