เราต่างมีปตท. ที่น่าอิจฉา

 

 

ประสบการณ์จากกรณี ปตท. แปรรูป...ประชาชนได้อะไร?
กลุ่มพลังไท/กลุ่มศึกษาพลังงานทางเลือกเพื่ออนาคต - [ 1 เม.ย. 48, 14:39 น. ]

 

โครงสร้างธุรกิจของบริษัท ปตท.
ธุรกิจของบริษัท ปตท. แบ่งออกเป็น 3 ธุรกิจหลัก คือ 1. ธุรกิจน้ำมัน 2. ธุรกิจก๊าซธรรมชาติ และ 3. ธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น โดยรายได้ส่วนใหญ่ของปตท. มาจากธุรกิจน้ำมัน แต่ส่วนที่เป็นกำไรหลักจริงๆ นั้น มาจากธุรกิจก๊าซธรรมชาติ ในปี 2547 ปตท.มีรายได้จากการขายรวมทั้งสิ้น 644,673 ล้านบาท ซึ่งในจำนวนนี้แบ่งเป็นรายได้จากน้ำมัน 66% จากก๊าซธรรมชาติ 30% และอีก 4% จากปิโตรเคมี แต่หากดูที่กำไรก่อนหักภาษี (EBITDA) ซึ่งมีตัวเลขสูงถึง 79,264 ล้านบาทในปี 2547 จะเห็นว่า กำไรที่ได้นี้ เกินกว่า 90% มาจากส่วนของธุรกิจก๊าซธรรมชาติ

เราต่างมีปตท ที่น่าอิจฉา

บริษัท ปตท.เป็นผู้ผูกขาดรายเดียวของประเทศในการดำเนินการธุรกิจท่อส่งก๊าซธรรมชาติ นั่นหมายความว่า ปตท.เป็นผู้ผูกขาดในการจัดหาก๊าซธรรมชาติจากแหล่งผลิตเพื่อจำหน่ายต่อให้แก่ผู้ใช้ก๊าซกลุ่มต่างๆ คือ กฟผ. โรงไฟฟ้า IPP และ SPP และภาคอุตสาหกรรม นอกจากนี้ในส่วนของธุรกิจต้นน้ำ คือการขุดเจาะก๊าซ บริษัท ปตท. ก็มีบริษัทลูกคือ ปตท.สผ. เป็นผู้ประกอบการสำรวจและขุดเจาะก๊าซปิโตรเลียม โดยปัจจุบัน ปตท.สผ. เป็นผู้มีปริมาณสำรองก๊าซธรรมชาติมากที่สุดในประเทศไทย

ก๊าซธรรมชาติประมาณ 77% ของทั้งหมดจะถูกนำไปใช้ในการผลิตไฟฟ้า (โดยโรงไฟฟ้าของ กฟผ. 36% โรงไฟฟ้า IPP 26% และ SPP 15%) ที่เหลือเป็นการใช้ในภาคอุตสาหกรรม โรงแยกก๊าซและปิโตรเคมี เพราะฉะนั้นรายได้หลักของ ปตท.ในธุรกิจก๊าซธรรมชาติจึงมาจากภาคการผลิตไฟฟ้านั่นเอง โดยโครงสร้างราคาก๊าซที่ ปตท. ได้รับ จะประกอบด้วย

ราคาขาย = ราคาเฉลี่ยก๊าซที่ปากหลุม + Supply Margin + ค่าผ่านท่อ 19.4 บาท/ล้านบีทียู

ค่าผ่านท่อดังกล่าว คำนวณจากฐานอัตราผลตอบแทนการลงทุนในการวางท่อส่งก๊าซ = 18% ซึ่งถือว่าสูงมาก ทำให้ ปตท.มีรายได้มหาศาลจากการจำหน่ายก๊าซเพื่อผลิตไฟฟ้าทั้งประเทศ หากเทียบจากเงินค่าไฟฟ้าที่ผู้บริโภคจ่ายแต่ละ 100 บาท จะไปตกอยู่กับ ปตท.ถึง 42.90 บาท ในขณะที่ กฟผ.ได้รับเพียง 27.10 บาท แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการขึ้นค่าไฟฟ้าแต่ละครั้ง (ซึ่งส่วนใหญ่จะมาจากก๊าซขึ้นราคา) กฟผ.มักตกเป็นเป้าหลักที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากผู้บริโภค ในขณะที่ผู้ขูดรีดที่แท้จริง คือ ปตท.ไม่เคยถูกวิจารณ์เลย (หากคำนึงถึงว่า ก๊าซธรรมชาติเป็นสาธารณูปโภคพื้นฐานที่รัฐพึงบริการแก่ประชาชน รัฐก็ควรทบทวนโครงสร้างราคาก๊าซโดยลดค่าผ่านท่อให้อยู่ในอัตราที่เหมาะสม โดยให้ ปตท.มีกำไรตามสมควร ไม่ใช่กำไรมากโดยผู้บริโภคเป็นผู้รับภาระอย่างไม่เป็นธรรม ดังเช่นที่เป็นอยู่)

ห่วงโซ่การผูกขาดในระบบไฟฟ้า (ค่าไฟฟ้าที่ผู้บริโภคจ่ายไปที่ไหนบ้าง)
เราต่างมีปตท ที่น่าอิจฉา

บทเรียนจากการแปรรูป ปตท.
ปตท.เป็นรัฐวิสาหกิจแห่งแรกที่แปรรูปโดยใช้ พรบ.ทุนรัฐวิสาหกิจ ซึ่งเป็นกฎหมายที่ให้อำนาจแก่ฝ่ายบริหารที่จะล้มเลิก พรบ.จัดตั้งรัฐวิสาหกิจได้โดยไม่ต้องผ่านรัฐสภา บริษัท ปตท.นำหุ้นเข้ากระจายในตลาดหลักทรัพย์เมื่อเดือนตุลาคม 2544 ซึ่งหุ้นของ ปตท.ถูกจองหมดภายในเวลาเพียง 1 นาทีเศษๆ จากราคา IPO ที่ 35 บาท/หุ้น เมื่อเดือนตุลาคม 2544 ปัจจุบันราคาหุ้น ปตท.พุ่งสูงขึ้นถึง 208 บาท/หุ้น หรือ 6 เท่าของราคา IPO

แม้ปัจจุบัน ปตท.จะมีสถานะเป็นบริษัท แต่ในการแปรรูป ปตท.นั้น ได้มีการโอนสิทธิประโยชน์ในฐานะรัฐวิสาหกิจและอำนาจรัฐบางอย่างให้แก่ ปตท.ด้วย ที่สำคัญได้แก่ สิทธิในการผูกขาดกิจการท่อส่งก๊าซธรรมชาติ สิทธิในการเวนคืน และสิทธิในการยกเว้นภาษีต่างๆ เป็นต้น ดังจะเห็นได้ว่า ปัจจุบัน ปตท.ก็ยังคงเป็นผู้ผูกขาดแต่เพียงผู้เดียวในการจัดหาก๊าซธรรมชาติในประเทศไทย และการลงทุนในโครงการต่างๆ ของ ปตท.ยังได้รับการประกันผลตอบแทนการลงทุนจากมติ ครม. ด้วยอัตรา IRROE ที่ 16% ซึ่งเป็นอัตราที่สูงมาก ยิ่งเมื่อพิจารณาในแง่ที่ว่า ปตท.เป็นผู้ผูกขาดรายเดียวในการจัดหาก๊าซธรรมชาติ ซึ่งแทบจะปราศจากความเสี่ยงในการลงทุน

สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนหลังการแปรรูป ปตท. ก็คือ วัตถุประสงค์ขององค์กรที่เปลี่ยนแปลงไป จากการเป็นรัฐวิสาหกิจที่ดำเนินการสาธารณูปโภคเพื่อประชาชน กลายเป็นบริษัทจำกัด (มหาชน) ที่ดำเนินธุรกิจเพื่อผลประโยชน์สูงสุดของผู้ถือหุ้นเป็นสำคัญ ในขณะที่เป้าหมายในเรื่องการเพิ่มประสิทธิภาพสู่มาตรฐานสากล ความโปร่งใส และการเพิ่มการแข่งขันการให้บริการแก่ประชาชน ซึ่งเป็นวัตถุประสงค์ในการแปรรูปกลับไม่เกิดขึ้นตามที่มีการกล่าวอ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการแข่งขันให้บริการประชาชน ซึ่งก่อนการแปรรูป ปตท. เมื่อปี 2544 ได้มีการให้คำมั่นสัญญาที่จะดำเนินการเมื่อมีการนำหุ้น ปตท.เข้าตลาดหลักทรัพย์แล้ว คือ

1. จะมีการแยกธุรกิจท่อส่งก๊าซออกจากธุรกิจส่วนอื่นภายใน 1 ปี เพื่อเปิดทางให้มีการแข่งขัน ลดการผูกขาดการจัดหาก๊าซ
2. จะมีการจัดตั้งองค์กรกำกับดูแลอิสระ สาขาก๊าซธรรมชาติและไฟฟ้า เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค
3. จะประกันผลตอบแทนการลงทุนขยายท่อก๊าซของ ปตท. (IRROE) = 16%

แต่ปรากฏว่า สามปีให้หลังการแปรรูป กลับไม่มีการแยกธุรกิจท่อส่งก๊าซออกจากบริษัท ปตท. และเปิดให้มีการแข่งขันในธุรกิจการจัดหาก๊าซ ไม่มีการจัดตั้งองค์กรกำกับดูแลอิสระ บริษัท ปตท.ยังคงเป็นผู้ผูกขาดในธุรกิจท่อส่งก๊าซเช่นเดิม สิ่งที่รัฐบาลกระทำตามสัญญามีเพียงประการเดียวคือ การประกันผลตอบแทนการลงทุนของ ปตท. ในอัตรา 16%

ในเดือนธันวาคม 2546 รัฐบาลได้อนุมัติโครงการท่อส่งก๊าซเส้นที่ 3 ของ ปตท. ซึ่งมีมูลค่าถึง 100,000 ล้านบาท โดยประกันผลตอบแทนการลงทุนในโครงการ (IRROE) = 16% (มติ ครม. 9 ธค.46) แม้จะมีข้อวิจารณ์ว่า แผนการลงทุนครั้งนี้ไม่คุ้มค่าการลงทุน (นายณอคุณ สิทธิพงศ์ รองปลัดกระทรวงพลังงาน ได้ชี้แจงในงานประชาพิจารณ์การแปรรูป กฟผ. ที่วุฒิสภาว่า แผนลงทุนท่อก๊าซเส้นที่3 ไม่คุ้มค่าการลงทุนด้วยตัวของมันเอง)
เพื่อให้ได้ผลตอบแทนตามที่กำหนดดังกล่าว ท่อก๊าซเส้นที่ 3 จะต้องเก็บค่าผ่านท่อที่อัตรา 23.5 บาท/ล้านบีทียู ซึ่งจะต้องนำไปเกลี่ยราคากับท่อส่งก๊าซเส้นที่ 1 และ 2 ที่ค่าผ่านท่อมีราคาอยู่ที่ 19.4 บาท/ล้านบีทียู เพื่อให้ราคาเป็นที่ยอมรับได้ ซึ่งเป็นการเพิ่มภาระแก่ผู้บริโภคเพื่อให้ผู้ถือหุ้นบริษัท ปตท. ได้รับผลตอบแทน 16% ตามที่รัฐบาลประกันไว้

ไม่เพียงเท่านั้น ปตท. ได้ขอขยายแผนและงบการลงทุนจากเดิม 100,000 ล้านบาท เป็น 150,000 ล้านบาท โดยอ้างว่า ความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นตามแผน PDP 2004 และราคาวัสดุก่อสร้างสูงขึ้น ซึ่งจะเห็นได้ว่า การลงทุนของ ปตท. ไม่จำเป็นต้องพิจารณาในเรื่องประสิทธิภาพของการลงทุนแต่อย่างใด เนื่องจากยิ่งใช้งบลงทุนสูงขึ้นเท่าใด ผลตอบแทนการลงทุนก็มากขึ้นเป็นเงาตามตัว เนื่องจากรัฐบาลได้ประกันผลตอบแทนไว้ให้แล้วถึง 16% นั่นเอง ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่ปรากฏว่า หลังจากมติ ครม.เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2546 ราคาหุ้นบริษัท ปตท.ได้พุ่งจาก 109 บาท/หุ้น เป็น 208 บาท/หุ้น หรือเพิ่มขึ้นถึง 68% ในชั่วเวลาเพียงเดือนเดียว

เราต่างมีปตท ที่น่าอิจฉา

นอกจากผู้ถือหุ้นบริษัท ปตท. ที่ได้รับประโยชน์เป็นกอบเป็นกำจากการแปรรูป ปตท. แล้ว พนักงานบริษัท ปตท. เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ได้ประโยชน์อย่างเต็มที่ ดังจะเห็นได้ว่า ค่าจ้างพนักงาน ปตท. ในปี 2543 ที่ได้รับเฉลี่ย 817,000 บาท/คน/ปี เพิ่มขึ้นเป็นเฉลี่ย 1,142,000 บาท/คน/ปี ในปี 2546 หรือเพิ่มขึ้นถึง 40% ในระยะเวลาเพียง 3 ปี

เราต่างมีปตท ที่น่าอิจฉา

ตัวอย่างผลกระทบที่เกิดขึ้น
น้ำมัน ก่อนการแปรรูป ปตท.เคยมีบทบาทหลักในการตรึงราคาน้ำมันในภาวะที่ราคาในตลาดโลกสูง ซึ่งเป็นการทำเพื่อผลประโยชน์ของประเทศ ไม่ใช่คิดถึงผลประโยชน์ของ ปตท.เป็นตัวตั้ง แต่หลังจากแปรรูป ปตท.แล้ว เมื่อรัฐบาลมีนโยบายตรึงราคาน้ำมัน รัฐต้องใช้กองทุนน้ำมันในการตรึงราคาน้ำมัน ซึ่งขณะนี้ (มีนาคม 2548) ปรากฏว่ากองทุนน้ำมันมีหนี้สะสมจากการตรึงราคาน้ำมันถึง 7 หมื่นล้านบาทแล้ว ในขณะที่การบริโภคน้ำมันไม่ได้ลดลงตามกลไกราคาที่แท้จริง หนี้สินก้อนมหึมานี้จะกลายเป็นภาระของผู้บริโภคในอนาคต เพราะเมื่อราคาน้ำมันในตลาดโลกลดลง รัฐบาลก็จะไม่สามารถลดราคาน้ำมันในประเทศได้ เนื่องจากต้องหาเงินไปชดเชยกองทุนน้ำมัน โดยสรุปแล้ว ผู้ที่ได้ประโยชน์สูงสุดจากการตรึงราคาน้ำมันก็คือ ปตท. ในฐานะผู้ขายน้ำมัน

ก๊าซหุงต้ม ก่อนการแปรรูปรัฐบาลใช้นโยบายตรึงราคาก๊าซหุงต้มเพื่อให้ประชาชนสามารถใช้ก๊าซในราคาถูก แต่ในปี 2544 ซึ่งมีการแปรรูป ปตท. รัฐบาลได้ประกาศราคาก๊าซหุงต้มลอยตัว ทำให้ราคาสูงขึ้นเป็นลำดับ จากราคาถังละ 160 บาท ปัจจุบันราคาถังละเกิน 300 บาทแล้ว ก๊าซหุงต้มถือเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนชั้นล่าง และส่วนหนึ่งใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับรถแท็กซี่ แต่ก๊าซหุงต้มถือเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง และ ปตท.กำลังหาช่องทางที่จะจำหน่ายเป็นสินค้าส่งออก ซึ่งในอนาคตผู้บริโภคอาจได้รับผลกระทบเพิ่มขึ้นอีก

อีกตัวอย่างหนึ่งที่ชี้ให้เห็นว่า ปัจจุบันธุรกิจของปตท. มีเป้าหมายหลักอยู่ที่กำไรสูงสุดโดยการผลักภาระให้ประชาชนก็คือ เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2547 ที่ผ่านมา ปตท.ได้ลดการส่งก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยให้แก่ กฟผ.ปริมาณ 100 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน เพื่อนำก๊าซจำนวนดังกล่าวไปให้แก่ภาคอุตสาหกรรมเอกชน ซึ่งได้ราคาสูงกว่า กฟผ. ทำให้ กฟผ. ต้องใช้น้ำมันเตาในการผลิตไฟฟ้าแทนเป็นเวลา 10 เดือน โดยต้นทุนเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้น 1,500 ล้านบาททำให้ผู้บริโภคต้องรับภาระค่าเอฟทีเพิ่มขึ้น 1.50 - 2 สตางค์ต่อหน่วย (นสพ.กรุงเทพธุรกิจ, 22 พ.ย.47) เหตุการณ์เช่นนี้อาจจะไม่เกิดขึ้นหากรัฐบาลได้ทำตามสัญญาที่ให้ไว้ก่อนแปรรูป โดยการเปิดให้มีการแข่งขันในธุรกิจจัดหาก๊าซ และมีการจัดตั้งองค์กรอิสระขึ้นมากำกับดูแลกิจการก๊าซธรรมชาติ

เราต่างมีปตท ที่น่าอิจฉา

หากเปรียบเทียบฐานะทางการเงินของ ปตท. กับ กฟผ. (ปี 2546) จะเห็นว่า สัดส่วนเงินกู้/สินทรัพย์ ของ ปตท.และ กฟผ. เท่ากัน ในขณะที่อัตราผลตอบแทนของ ปตท. สูงกว่า กฟผ. เป็นอย่างมาก (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 2547 ปตท.มีกำไรสุทธิสูงถึง 62,666 ล้านบาท หรือสูงขึ้นจากปี 2546 ถึง 66.8%) โดยผลกำไรหลักๆ นั้น ได้จากการขูดรีดขายก๊าซให้แก่ กฟผ. และ กฟผ.ผลักภาระไว้ในค่าไฟฟ้าของผู้บริโภคอีกต่อหนึ่ง

กำไรมหาศาลของ ปตท. ตกอยู่ที่ใคร ?
ปัจจุบันหุ้นของ ปตท.และบริษัทในเครือมีมูลค่ารวมมากถึง 21.7% ของ Market Cap เฉพาะส่วนของ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) มีกระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นอยู่ 52.48% และมีเอกชนรายใหญ่จำนวน 13 รายถือหุ้นรวม 25.14% ส่วนผู้ถือหุ้นรายย่อยที่มีจำนวนกว่า 36,000 รายนั้นมีหุ้นรวมกันเพียง 22.38% (ข้อมูล ณ วันที่ 3 กันยายน 2547)

เราต่างมีปตท ที่น่าอิจฉา

ผลประโยชน์ทางการเมืองเข้าแทรกซ้อน
จากข้อมูลรายชื่อผู้บริหาร ปตท.และรายชื่อคณะกรรมการ ปตท.เป็นที่น่าสังเกตว่าผู้ที่มาดำรงตำแหน่งระดับสูงของ ปตท.นั้นบุคคลส่วนใหญ่จะเป็นข้าราชการ และเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลในรัฐบาล โดยเฉพาะตระกูลชินวัตร เช่น คณะกรรมการ ปตท.นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ปลัดกระทรวงยุติธรรม ซึ่งเป็นน้อยเขยของ นายกทักษิณ ชินวัตร และนายโอฬาร ไชยประวัติ ซึ่งเป็นกรรมการบริษัทชินคอร์ป และนายกสภามหาวิทยาลัยชินวัตร นอกจากนี้ในรายชื่อผู้บริหาร ปตท. มีชื่อนายทรงวุฒิ ชินวัตร และซึ่งดำรงตำแหน่งรองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหารองค์กร โดยเพิ่งเข้ามาดำรงตำแหน่งในปี 2547 ก่อนหน้านี้ไม่มีชื่ออยู่ จากรายชื่อเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า มีอิทธิพลทางการเมืองมาแทรกซึมอยู่

สถานะ “รัฐวิสาหกิจ” ของ ปตท. ไม่ใช่หลักประกันสำหรับประชาชน
ข้ออ้างที่ว่า ปตท.ยังเป็นรัฐวิสาหกิจ เนื่องจากคำว่า ”รัฐวิสาหกิจ” นิยามไว้เพียงว่ารัฐจะต้องถือหุ้นในบริษัท อย่างต่ำ 50% ณ ปัจจุบัน ปตท. มีหุ้นส่วนเป็นของเอกชนถึง 48% ซึ่งที่เหลือเป็นของรัฐบาลเพียงแค่อีก 52% เท่านั้น และเจ้าหน้าที่ของกระทรวงพลังงานที่เป็นตัวแทนของกระทรวงในการดูแลผลประโยชน์ในเรื่องพลังงาน และปากท้องของผู้ใช้พลังงาน คือ นายเชิดพงษ์ สิริวิชช์ ปลัดกระทรวงพลังงาน ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ ปตท. และนายเมตตา บันเทิงสุข ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและพลังงาน ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการ ปตท. ที่มีหน้าที่ในการปกป้องผลประโยชน์ของส่วนรวม แต่ในการกระทำของ นายเชิดพงษ์ และนายเมตตา นั้นได้มีความขัดแย้งกับหน้าที่ของกรรมการฝ่ายรัฐบาล และได้เอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทมากกว่าให้ประเทศชาติ เห็นได้จากในการเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการ ปตท. เทียบกับการเข้าร่วมประชุมคณะอนุกรรมการ Ft นายเชิดพงษ์ได้เข้าร่วมประชุมเป็นอัตรา 100% ต่อ 67% และโดยเฉพาะอย่างยิ่งนายเชิดพงษ์ได้เป็นประธานคณะอนุกรรมการ Ft และนายเมตตาเป็นรองประธานคณะอนุกรรมการ Ft ในปลายปี 2546 ส่วนในกรณีของนายเมตตาเป็นอัตรา 90% ต่อ 83% ซึ่งในแต่ละครั้งของการประชุม ปตท. คณะกรรมการจะได้เงินจากการประชุมครั้งละไม่ต่ำกว่า 100,000 บาท/คน ซึ่งมากกว่าเมื่อเทียบกับเงินเดือนของข้าราชการ จึงไม่แปลกเลยที่ เจ้าหน้าที่ของรัฐทำหน้าที่ดูแลผลประโยชน์ของรัฐได้เข้มข้นกว่าดูแลผลประโยชน์ของประชาชน

เราต่างมีปตท ที่น่าอิจฉา

สรุป: ใครได้อะไรจากการแปรรูป ปตท.
จากที่กล่าวมาทั้งหมดนั้น ถ้าถามว่าใครได้อะไรบ้างจากการแปรรูปครั้งนี้ ประชาชน นักลงทุน และประเทศชาติโดยรวมได้ประโยชน์เท่าใด คุ้มค่ากับการแปรรูปรูป ปตท. หรือไม่

ประชาชน จ่ายค่าไฟแพงขึ้น ก๊าซหุงต้มก็แพงขึ้น และมีหนี้กองโต (จากการชดเชยน้ำมัน) เฉลี่ยคนละอีกเกือบ 1,200 บาท (60 ล้านคน)

นักลงทุน นักลงทุนได้รับประโยชน์จากราคาหุ้นที่พุ่งทะยานอย่างสวยงาม แต่น่าเสียดายที่ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับตลาดหุ้นเลย ซึ่งคิดเป็นจำนวนไม่ถึง 5% ของประชาชนทั้งหมดของประเทศ และคนเล่นหุ้นที่ได้ประโยชน์อย่างเต็มไม้เต็มมือจริงๆ ที่มักมีความเกี่ยวข้องกับการเมืองก็มีไม่ถึงหลักร้อยซึ่งได้กำไรมหาศาลจากการแปรรูปครั้งนี้

ประเทศ กำไรของ ปตท. นับแต่มีการแปรรูป จำนวน 190,284 ล้านบาทที่ควรตกเป็นขอ รัฐทั้งหมด กลับต้องแบ่งไปให้เอกชนกึ่งหนึ่ง โดยผลประโยชน์เข้ากระเป๋าเอกชน รวมแล้วกว่า 251,000 ล้านบาท อยู่ในรูปของ
1) เงินปันผลที่จ่ายให้นักลงทุนเอกชนจำนวนกว่า 17,000 ล้านบาท และ
2) ราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้น (จาก 35 เป็น 208 บาท/หุ้น ณ 3/3/48) คิดเป็นมูลค่าประมาณ 234,000 ล้านบาท

สรุปแล้ว บทเรียนจากกรณี ปตท. คือ การแปรรูป คือ การปล้นเงียบ และปล้นอย่างถูกกฎหมาย สง่างาม
แล้วเราควรจะปล่อยให้ กฟผ. เจริญรอยตาม ปตท.?
เราต่างมีปตท ที่น่าอิจฉา

 

***************************************************************
นำเสนอในงานสัมมนา วิเคราะห์ความเสี่ยงการแปรรูป กฟผ.
วันที่ 30 มีนาคม 2548

     Share

<< เราต่างมี ไอเอ็มเอฟที่น่าอิจฉาเราต่างมีโทรศัพท์ที่น่าอิจฉา >>

Posted on Sat 1 Dec 2007 11:21

Name :
Email :
URL :
Comment :
กรอกข้อมูลก่อนส่ง CAPTCHA Image
Refresh
 

เราต่างมีกลอนไม่สั้น ที่น่าอิจฉา
เราต่างมีบาร์เกย์ที่น่าอิจฉา
เราต่างมีเตี๋ยวต้มยำที่น่าอิจฉา
เราต่างมีเกาหลีที่น่าอิจฉา
เราต่างมีวิชาที่น่าอิจฉา
เราต่างมีงานนอกที่น่าอิจฉา
เราต่างมี ปี 53 ที่น่าอิจฉา
เราต่างมีประกันที่น่าอิจฉา
เราต่างมีข้อสอบที่น่าอิจฉา
เราต่างมีโอเลี้ยงที่น่าอิจฉา
เราต่างมีออกพรรษา ที่น่าอิจฉา
เราต่างมี ปีใหม่ 52 ที่น่าอิจฉา
เราต่างมีปีใหม่ 2552 ที่น่าอิจฉา
้เราต่างมี คลาสสิกไดอารี่ ที่น่าอิจฉา
เราต่างมีคอรับชั่น ที่น่าอิจฉา
สองใจ ทำไม
หนึ่งคนที่เข้าใจ
เราต่างมีสิ่งเสพที่น่าอิจฉา
เราต่างมีโทรศัพท์ที่น่าอิจฉา
เราต่างมีปตท. ที่น่าอิจฉา
เราต่างมี ไอเอ็มเอฟที่น่าอิจฉา
เราต่างมีอดีตนายกที่น่าอิจฉา
เราต่างมีปรสิต ที่น่าอิจฉา
เราต่างมีวิธีที่น่าอิจฉา
เราต่างมี better place ที่น่าอิจฉา
เราต่างมีสมการที่น่าอิจฉา
เราต่างมีพี่นัยที่น่าอิจฉา
เราต่างมีพี่หมอที่น่าอิจฉา
เราต่างมีภาระที่น่าอิจฉา
เราต่างมี 500 ที่น่าอิจฉา
เราต่างมีเสียใจที่น่าอิจฉา
เราต่างมีฟันที่น่าอิจฉา
เราต่างมีพระพี่แว่นที่น่าอิจฉา
เราต่างมีอินเดียที่น่าอิจฉา
เราต่างมี "เข้าใจ" ที่น่าอิจฉา
เราต่างมีพ่อที่น่าอิจฉา
เราต่างมีวันแรงงานที่น่าอิจฉา จริง ๆ
เราต่างมีวันแรงงานที่น่าอิจฉา
เราต่างมีคำพูดที่น่าอิจฉา