((DateDining))...ตำระเบิด@La Villa
เรื่องราวประทับใจ ที่ Starbucks coffee
ริมคลองน้ำอ้อม
Speed : i want to ride my bicycle
How to : ไปทำงานวันแรก
นิตยสาร summer ทำไมถึงปิดตัวลงคะ ?
มาลดจำนวน magazine กันเถอะ
ลองชิมมาแล้ว ::: sushi barที่ future park รังสิต
หลักการปฏิบัติให้มีสุขภาพอนามัยทางจิต
2007.12.31
-wish list- ครัวดอกไม้ขาว
งานจัดการเอกสารนั้น สำคัญไฉน
ขอแสดงความยินดี กะพี่แพร์
Clip แฉ Sezxyholyshit โฮะๆๆๆๆ
วิธีการหาเพลง ง่ายๆ
ถ้าวันไหน เรารักกันน้อยลง
((Date Dining))...ร้าน manna ณ Siam Paragon
Bangkok Jazz festival 2007
ตลาดน้ำดำเนินสะดวก-Floating Market
Subprime Crisis
กลับมาทำงาน design :: interior
((Date Dining))...ครัวเม็ดทราย ริมหาดชะอำ
something
แสงสว่างแห่งศรัทธาบนโลกแห่งความมืด - ดูแล้วจรรโลงใจ
mari
Holiday Drink 2007 @ Starbucks Coffee
Mos Burger
this is real me!!!!
Just the way you are / Barry White
((Date Dining))...Vino di Zanotti
คลิปสัมภาษณ์ คุณเปมิกา (หมอเผ่า) ....กับชีวิตหลังมรสุม
(((อาหารเจ)) : ราดหน้าเจ
(((อาหารเจ)) : กะหล่ำทอด
ไอติม ลองกองใต้ - ผลไม้มิตรภาพ
(((อาหารเจ)) : ยำเห็ดสามกษัตริย์เจ (ที่ไม่ประสบความสำเร็จ)
ขาย กล้อง Fuji FinePix A900 >>> 6500บาท
((Date Dining))...Bombay Blues
Free // Lighthouse Family
3 สาว @ ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์






Subprime Crisis
Housing Finance in USA
- ตามทฤษฎี เงินกู้ระยะยาว ดอกเบี้ยจะสูงกว่าเงินกู้ระยะสั้น ?
- เงินกู้ที่ 30 ปี ถ้าคิดดอกเบี้ย fixed rate ดอกเบี้ยก็ต้องสูงกว่าดอกเบี้ยลอยตัว
- คนไทยไม่ชอบดอกเบี้ยคงที่ เพราะชอบกู้ที่ดอกเบี้ยที่ต่ำที่สุด
- เดิมตลาดUS เป็นดอกเบี้ยคงที่
แต่ตอนนี้เป็นดอกเบี้ยปรับได้ 50% เป็นดอกเบี้ยที่ปรับได้ทุก 1 ปี
- ระบบเงินกู้ที่อยู่อาศัยของUS เท่ากับ 50% ของ GNP (ไทยแค่ 10%)
(GNP =Gross National Product คือ เอารายได้ของคนทุกคนในประเทศ บวกกับรายได้ของบริษัททั้งประเทศ)

Prime Mortgage
- Prime Costumer คือลูกค้าชั้นดี ธนาคารอยากได้มากู้เงิน เพราะโอกาสเป็น NPL น้อยมาก
- กู้น้อยกว่า 80% ของราคาบ้าน
- ไม่มีประวัติเสียในเครดิตbureau (ไม่เคยผิดนัดชำระนี้เป็นเวลา 3 ปี)
- จ่ายเงินงวดน้อยกว่า 25% ของรายได้ในแต่ละเดือน
- good credit scoring

Subprime Mortgage
- เป็นลูกค้าชั้น 2
- เครดิตไม่ดี
- ต้องกู้ที่ดอกเบี้ยแพง

Subprime Crisis
- อัตราดอกเบี้ยต่ำ เนื่องจากเหตุการณ์ 9-11
- Mortgage company ต้องการปล่อยสินเชื่อให้ subprime มากขึ้นเนื่องจากได้อัตราดอกเบี้ยมากกว่า
- Investment Bank หาวิธีขายตราสารหนี้ที่ดอกเบี้ยสูงขึ้น เลยหันมามอง subprime
- Investment Banker (ธนาคารเพื่อการลงทุน) เช่น เจพีมอร์แกน หรือ ลีแมนบราเทอร์
คือไม่รับฝากเงิน ไม่ได้ให้กู้แบบธนาคารพานิชย์ไทย ส่วนใหญ่ทำตราสารหนี้ขาย หรือเอาบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ ทำงานคล้ายๆ บริษัทเงินทุน (Finance Company)ในไทย โดยที่รายได้มาจากค่าปรึกษา และค่าcommission
- เมื่อทำตราสารหนี้ชั้น 1 มาจาก subprime ทำให้เกิดธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ boom มากใน US

Subprime securitization
(Collateralized Mortgage Obligation) = CMO


Subprime Crisis

Securitization ขั้นแรก
เอาสินเชื่อชั้น 2 มาทำ paper แบบชั้น 1 โดยแบ่งออกมาเป็น 2 Class
Class ที่ 1 เรียกว่า Senior-Saleable เป็นตราสารหนี้คุณภาพสูง ขายได้เพราะโอกาสเป็น NPL น้อยมาก
Class ที่ 2 เรียกว่า subordinate-hold ทางinvestment bank ต้องถือไว้เอง
โดยนิยามไว้ว่า เวลาสินเชื่อชั้น2 เสียเป็น NPL ให้ subordinate-hold โดนก่อน
เช่น คิดว่า NPL จากลูกค้าชั้น 2 น่าจะประมาณ 5%
ออกตราสารหนี้โดยแบ่งไปอยู่ที่ Senior 85% และที่ Subordinate 15% จะเห็นว่า ต้องมี NPL มากกว่า 15% ถึงจะโดน Class Senior

CDOs Securitization
(Collateralized Debt Obligations)


Subprime Crisis

Securitization ที่สอง
CDOs หมายถึง การทำตราสารหนี้ถึง 2 ครั้ง โดยการเอาตราสารหนี้ที่ทำsecuritize มาแล้ว 1 ครั้ง มาทำอีกครั้งหนึ่ง
โดยตั้ง nominee company ขึ้นมาอีก 1 บริษัท โดนเอา ตราสารหนี้จากClass senior + เอาตราสารหนี้จากลูกค้าชั้นหนึ่ง+ ตราสารหนี้จากลูกค้าประเภทอื่น(เช่นผ่อนรถ) +หุ้นกู้อย่างอื่น
แล้วให้บริษัทออกตราสารหนี้ใหม่ เป็น 3 Class

CDOs Securitization
(Financial engineering)


Subprime Crisis


ทั้ง 3 Class ประกอบด้วย
1.Senior :AAA ให้ผลตอบแทนสูง
2. Mezzanine : AA to BB ให้ผลตอบแทนสูง
3. Equity : unrate << คนทำถือเองส่วนหนึ่ง และขายไปส่วนหนึ่ง
ถ้าได้ BBB ขึ้นไป เป็น investment grade

Subprime Crisis
- 5 -6 ปีที่ผ่านมา : subprime ไม่มี NPL เพราะถ้าผ่อนชำระหนี้บ้านไม่ไหว สามารถขายบ้าน แล้วได้กำไร เอาไปชำระหนี้ได้ แต่จะทำเช่นนี้ได้....เงื่อนไข คือ “ราคาบ้านต้องขึ้นทุกปี”
- เกิด Oil Crisis ครั้งที่ 3 ค่าน้ำมันขึ้นไปเรื่อยๆ คนอเมริกันกลัวเงินเฟ้อ ทางFEDจึงทำการขึ้นอัตราดอกเบี้ย
- ราคาบ้านจึงตก
- subprime ไม่สามารถชำระหนี้ได้ จึงรีบขายบ้าน ราคาบ้านจึงตกเข้าไปอีก แล้วขายไม่ได้ ก็เกิด NPL มากขึ้นเรื่อยๆ
- คนที่ให้กู้ตรง subordinate เจ๊งกันหมด
- พอหยุดให้กู้ ระบบการเงินชะงักทั้งประเทศ
- จากที่ คิดว่า NPL ไม่เกิน 10% จึงกลายเป็น 20% -25%
- ผลกระทบจาก US ไปทั่วโลก เพราะทุกประเทศ ซื้อตราสารหนี้จาก US เพราะเห็นว่าได้ผลตอบแทนสูง และ ratingดี

Reference : จาก Class Financial and Investment
ชื่อผู้บรรยายจะตามอัพทีหลัง หลังจากที่เพื่อนที่ยืม lecture ไปเอามาคืนนะฮะ

     Share

<< กลับมาทำงาน design :: interiorตลาดน้ำดำเนินสะดวก-Floating Market >>

Posted on Fri 30 Nov 2007 16:54

Comment

Name :
Email :
URL :
Comment :
กรอกข้อมูลก่อนส่ง CAPTCHA Image
Refresh